“Digital Brain Age”: ผลกระทบที่มองไม่เห็นของการใช้เทคโนโลยีต่อสมอง

Brain / Health

ในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ จากสถิติล่าสุดในปี 2023 พบว่าประชากรโลกใช้เวลาเฉลี่ยกับหน้าจอดิจิทัลมากถึง 6-7 ชั่วโมงต่อวัน ในประเทศไทยพบว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 9 ชั่วโมง 6 นาทีต่อวัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (We Are Social, 2023) โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้การใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ได้นำมาซึ่งข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสมองและพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทั่วโลกต่างให้ความสนใจศึกษาว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองเราอย่างไร ทั้งในแง่ของโครงสร้างและการทำงาน ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญว่า “Digital Brain Age” หรือยุคสมองดิจิทัลกำลังส่งผลต่อความสามารถทางสติปัญญา พฤติกรรม และสุขภาพจิตของมนุษย์อย่างไร

กองบรรณาธิการ hhc Thailand ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่มองไม่เห็นของการใช้เทคโนโลยีต่อสมองมนุษย์ โดยอ้างอิงจากงานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสมองมนุษย์และเทคโนโลยี

สมองมนุษย์เป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนและมีความยืดหยุ่นสูง (Neuroplasticity) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการทำงานตามประสบการณ์และสิ่งเร้าจากสิ่งแวดล้อม การค้นพบสำคัญทางประสาทวิทยาในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าสมองของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงในวัยเด็กเท่านั้น (Bavelier & Green, 2019)

เมื่อเราใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สมองของเราตอบสนองต่อการกระตุ้นนี้ในหลายระดับ การศึกษาด้วยเทคนิค fMRI (Functional Magnetic Resonance Imaging) แสดงให้เห็นว่าการใช้อินเทอร์เน็ตกระตุ้นวงจรประสาทในส่วนของ prefrontal cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและการควบคุมพฤติกรรม (Firth et al., 2019) การแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนและการได้รับไลค์บนโซเชียลมีเดียกระตุ้นการหลั่งสารโดปามีนในระบบให้รางวัลของสมอง (reward system) ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่เกี่ยวข้องกับการเสพติด

กลไกการเรียนรู้และความจำของมนุษย์ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การศึกษาของ Small และ Vorgan (2008) พบว่าการท่องอินเทอร์เน็ตเพียง 1 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 6 วัน สามารถเปลี่ยนแปลงวงจรประสาทในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและการอ่านได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมาก่อน

ความเข้าใจเกี่ยวกับสมองภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการประเมินผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบที่ตามมา

ผลกระทบเชิงบวกของเทคโนโลยีต่อสมอง

แม้จะมีข้อกังวลมากมายเกี่ยวกับผลเสียของเทคโนโลยี แต่งานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่มีต่อสมองเช่นกัน ประการแรก เทคโนโลยีช่วยเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลและโอกาสในการเรียนรู้อย่างไม่มีขีดจำกัด แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ช่วยให้ผู้คนสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและกระตุ้นการทำงานของสมอง

การศึกษาโดย Bavelier และ Green (2019) พบว่าเกมแอคชั่นที่ออกแบบอย่างเหมาะสมสามารถพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ ผู้เล่นเกมเหล่านี้มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น มีความแม่นยำในการมองเห็นมากขึ้น และมีความสามารถในการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (multitasking) ดีขึ้น

นอกจากนี้ แอปพลิเคชันฝึกสมองที่ออกแบบบนพื้นฐานทางประสาทวิทยาศาสตร์ เช่น Lumosity, CogniFit และ Peak ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาความจำและการประมวลผลของสมองในบางบริบท โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม (Gazzaley & Rosen, 2016)

เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality) และความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality) กำลังถูกนำมาใช้ในการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยโรคทางระบบประสาท เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยพาร์กินสัน และผู้ที่มีความบกพร่องทางการรับรู้ ด้วยการจำลองสถานการณ์ที่กระตุ้นการฟื้นฟูวงจรประสาทในสมอง

ผลกระทบเชิงลบของเทคโนโลยีต่อสมอง

แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่การใช้เทคโนโลยีอย่างไม่เหมาะสมก็ส่งผลเสียต่อสมองเช่นกัน หนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือการลดทอนความสนใจและสมาธิ การศึกษาโดย Microsoft ในปี 2015 พบว่าช่วงความสนใจเฉลี่ยของมนุษย์ลดลงจาก 12 วินาทีในปี 2000 เหลือเพียง 8 วินาทีในปี 2013 ซึ่งน้อยกว่าปลาทอง (9 วินาที) สาเหตุหลักมาจากการใช้งานสมาร์ทโฟนและการท่องเว็บไซต์ที่มีการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

Nicholas Carr (2020) ในหนังสือ “The Shallows” อธิบายว่าอินเทอร์เน็ตกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการอ่านและการคิดของเรา จากการอ่านเชิงลึกและการวิเคราะห์แบบเดิม กลายเป็นการสแกนข้อมูลอย่างรวดเร็วและตื้นเขิน เมื่อสมองของเราปรับตัวเข้ากับรูปแบบการรับข้อมูลแบบใหม่นี้ เราจะพบว่าการอ่านหนังสือทั้งเล่มหรือการโฟกัสกับงานเพียงอย่างเดียวเป็นเวลานานกลายเป็นเรื่องยาก

ผลกระทบต่อสมองผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

ในกลุ่มวัยทำงาน การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่ Manfred Spitzer (2012) เรียกว่า “Digital Dementia” หรือภาวะสมองเสื่อมดิจิทัล ซึ่งหมายถึงการเสื่อมถอยของความจำและความสามารถทางปัญญาอันเนื่องมาจากการพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากเกินไป เมื่อเราฝากความจำไว้กับสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ ทักษะการจดจำตามธรรมชาติของเราจะค่อยๆ เสื่อมถอยลง

การศึกษาโดย Loh และ Kanai (2016) พบว่าผู้ใหญ่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตหลายชั่วโมงต่อวันมีความหนาแน่นของเนื้อสมองส่วนสีเทา (gray matter) ในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความจำและความสนใจลดลง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลโดยตรงจากการใช้อินเทอร์เน็ต หรือเป็นเพียงการปรับตัวของสมองต่อสภาพแวดล้อมดิจิทัล

ในทางตรงกันข้าม สำหรับผู้สูงอายุ เทคโนโลยีดิจิทัลที่ใช้อย่างเหมาะสมสามารถเป็นเครื่องมือในการชะลอความเสื่อมของสมองได้ การศึกษาของ Gazzaley และ Rosen (2016) พบว่าเกมฝึกสมองที่ออกแบบอย่างเหมาะสมสามารถปรับปรุงความจำและความสามารถในการโฟกัสในผู้สูงอายุได้ นอกจากนี้ การใช้โซเชียลมีเดียยังช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่มักเผชิญกับความโดดเดี่ยวทางสังคม

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

“Digital Brain Age” นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทายต่อสมองมนุษย์ ในขณะที่เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้เราเข้าถึงข้อมูลและเชื่อมต่อกับผู้คนได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงต่อความสามารถในการโฟกัส ความจำ และสุขภาพจิต

การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและมีสติจึงเป็นสิ่งสำคัญ แนวคิด “Digital Detox” หรือการพักจากเทคโนโลยีเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเวลางดใช้สมาร์ทโฟนในบางช่วงของวัน หรือการหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน สามารถช่วยลดผลกระทบเชิงลบและส่งเสริมสุขภาพสมองที่ดีได้

ผู้ปกครองและนักการศึกษาควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น มีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและสอนทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อประเมินข้อมูลที่พบในโลกดิจิทัล

ในระดับนโยบาย ควรมีการลงทุนในการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของเทคโนโลยีต่อสมอง และส่งเสริมการออกแบบเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสุขภาพสมอง รวมถึงการให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

ท้ายที่สุด บรรณาธิการ hhc Thailand อยากสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีและสมอง ที่จะช่วยให้ผู้คนในสังคมเราสามารถใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่สูญเสียความสามารถทางปัญญาและสุขภาพจิตที่ดีคะ

แหล่งอ้างอิง

  1. Alter, A. (2017). Irresistible: The Rise of Addictive Technology and the Business of Keeping Us Hooked. Penguin Press.
  2. Bavelier, D., & Green, C. S. (2019). Enhancing attentional control: Lessons from action video games. Neuron, 104(1), 147-163.
  3. Carr, N. (2020). The Shallows: What the Internet Is Doing to Our Brains. W. W. Norton & Company.
  4. Firth, J., et al. (2019). The “online brain”: how the Internet may be changing our cognition. World Psychiatry, 18(2), 119-129.
  5. Gazzaley, A., & Rosen, L. D. (2016). The Distracted Mind: Ancient Brains in a High-Tech World. MIT Press.
  6. He, Q., et al. (2018). Brain anatomy alterations associated with Social Networking Site addiction. Scientific Reports, 8(1), 1-8.
  7. Loh, K. K., & Kanai, R. (2016). How has the Internet reshaped human cognition?. The Neuroscientist, 22(5), 506-520.
  8. Small, G. W., & Vorgan, G. (2008). iBrain: Surviving the Technological Alteration of the Modern Mind. William Morrow.
  9. Spitzer, M. (2012). Digital Dementia: How We and Our Children are Driving Ourselves Crazy. Droemer Verlag.
  10. Ward, A. F., et al. (2017). Brain drain: The mere presence of one’s own smartphone reduces available cognitive capacity. Journal of the Association for Consumer Research, 2(2), 140-154.

บทความที่เกี่ยวข้อง