เรื่องราวของล่ามภาษามือที่เชื่อมโลกเงียบและโลกเสียง
บทความนี้อ้างอิงจากชีวิตจริงของล่ามภาษามือต่างชาติ โดยรวบรวมจากข้อมูลที่เผยแพร่ทางออนไลน์ งานเขียน และบทสัมภาษณ์ที่มีอยู่ในสื่อสาธารณะ
สะพานเชื่อมโลกที่เงียบงัน
ในหมู่บ้านเล็กๆ ทางตอนเหนือของเคนยา อากาศยามเช้าเย็นสบาย แดดส่องผ่านกิ่งไม้ลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นสีแดง ท่ามกลางบ้านเรือนที่ทำจากดินและหลังคาสังกะสี มีบ้านหลังหนึ่งที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์ภายนอก แต่เพราะเสียงหัวเราะและมือที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจากเด็กๆ ที่นั่งล้อมวงอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน
นี่คือที่พักของแคทเธอรีน แบรดชอว์ (Catherine Bradshaw) หญิงชาวอเมริกันวัย 42 ปี ผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับการเป็นล่ามภาษามือและครูสอนภาษามือในพื้นที่ชนบทของเคนยา เธอเป็นที่รู้จักในชื่อ “มาเรีย” ซึ่งแปลว่า “ของขวัญ” ในภาษาสวาฮิลี ชื่อที่ชาวบ้านตั้งให้เธอเมื่อสิบปีที่แล้วตอนที่เธอเดินทางมาถึงหมู่บ้านนี้เป็นครั้งแรก
“ฉันไม่เคยคิดว่าชีวิตของฉันจะพาฉันมาที่นี่” แคทเธอรีนเล่าในหนังสือ “Hands Across Borders: Stories of Sign Language Interpreters Around the World” (2019) “แต่ตอนนี้ ฉันไม่สามารถจินตนาการชีวิตที่แตกต่างออกไปได้เลย”
จุดเริ่มต้นของการเป็นสะพาน
แคทเธอรีนเติบโตในเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวที่ไม่มีใครพิการทางการได้ยิน เธอเรียนรู้ภาษามืออเมริกัน (ASL) เป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี เมื่อเธอพบเพื่อนหูหนวกในมหาวิทยาลัย
“มันเป็นการค้นพบโลกใหม่ทั้งใบ” เธอเขียนในบล็อก “Signing Without Borders” ของเธอ “ภาษามือทำให้ฉันเข้าใจว่าการสื่อสารไม่จำเป็นต้องอาศัยเสียงเสมอไป มันเป็นภาษาที่สวยงามและมีชีวิตชีวา”
หลังจากจบปริญญาตรีด้านภาษาศาสตร์ แคทเธอรีนเรียนต่อปริญญาโทด้านการล่ามภาษามือที่มหาวิทยาลัยแกลลอเดต (Gallaudet University) มหาวิทยาลัยชั้นนำสำหรับคนหูหนวกในวอชิงตัน ดี.ซี. เธอทำงานเป็นล่ามภาษามืออาชีพในสหรัฐฯ อยู่หลายปี ก่อนที่ชีวิตของเธอจะเปลี่ยนไปหลังจากได้เข้าร่วมโครงการอาสาสมัครระยะสั้นในเคนยากับองค์กร Deaf Aid International ในปี 2010
การเดินทางที่ไม่คาดฝัน
ในหนังสือ “Silent Journey: A Decade in Kenya” (2022) แคทเธอรีนเล่าว่าเธอตั้งใจจะอยู่ในเคนยาเพียงสามเดือน แต่ประสบการณ์ที่นั่นเปลี่ยนชีวิตเธออย่างสิ้นเชิง
“ฉันได้พบกับชุมชนคนหูหนวกในหมู่บ้านที่แทบไม่มีใครรู้จักภาษามือ” เธอเขียน “พวกเขาพัฒนาท่าทางและสัญลักษณ์ของตัวเองในการสื่อสารภายในครอบครัว แต่ไม่มีระบบภาษามือที่เป็นทางการ ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบสมบูรณ์”
เด็กหูหนวกในพื้นที่มักไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเพราะไม่มีล่ามภาษามือ และมีเพียงโรงเรียนพิเศษไม่กี่แห่งในเมืองใหญ่เท่านั้น แนวคิดเรื่องสิทธิคนพิการยังเป็นเรื่องใหม่ และผู้พิการทางการได้ยินมักถูกมองว่าเป็นภาระหรือแม้กระทั่งเป็นเรื่องของคำสาปในบางชุมชน
จากข้อมูลของ World Federation of the Deaf มีผู้พิการทางการได้ยินในเคนยากว่า 600,000 คน แต่มีล่ามภาษามือที่ได้รับการรับรองน้อยกว่า 500 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่อย่างไนโรบีและมอมบาซา
เมื่อกลับถึงบอสตัน แคทเธอรีนไม่สามารถลืมเรื่องราวที่ได้พบเห็น เธอตัดสินใจย้ายไปเคนยาอย่างถาวรในปี 2013 หลังจากได้รับทุนจาก Global Deaf Connection เพื่อสร้างโปรแกรมฝึกอบรมล่ามภาษามือในพื้นที่ชนบทของเคนยา
ความท้าทายในพื้นที่ห่างไกล
“ความท้าทายแรกคือภาษา” แคทเธอรีนเล่าในสารคดี “Breaking the Sound Barrier” (2019) “ภาษามืออเมริกันที่ฉันรู้แตกต่างจากภาษามือเคนยา (KSL) อย่างสิ้นเชิง และในพื้นที่ห่างไกล ยังมีภาษามือพื้นบ้านที่พัฒนาขึ้นเฉพาะในแต่ละชุมชน”
กว่าหกเดือนแรก แคทเธอรีนใช้เวลาเรียนรู้ภาษามือเคนยาและภาษาสวาฮิลี โดยอาศัยล่ามท้องถิ่นจากไนโรบีช่วยสอน เธอต้องปรับตัวกับชีวิตในหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าสม่ำเสมอ น้ำประปาไม่สะอาด และการเดินทางที่ยากลำบาก
“บางวันฉันถามตัวเองว่าฉันทำอะไรอยู่ที่นี่” เธอเขียนในบล็อกของเธอ “แต่ทุกครั้งที่ฉันเห็นสีหน้าของเด็กๆ เมื่อพวกเขาเข้าใจบางสิ่งบางอย่างเป็นครั้งแรกผ่านภาษามือ ฉันรู้ว่าทั้งหมดนี้คุ้มค่า”
จากการวิจัยของ Kenya National Survey for Persons with Disabilities พบว่า 90% ของผู้พิการทางการได้ยินในพื้นที่ชนบทของเคนยาไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ และเกือบ 80% มีความรู้ภาษามือที่จำกัด ซึ่งส่งผลให้พวกเขามีโอกาสในการทำงานและการมีส่วนร่วมในสังคมน้อยมาก
โครงการที่เปลี่ยนชีวิต
แคทเธอรีนเริ่มโครงการ “Silent Bridges” ในปี 2014 โดยมีเป้าหมายสามประการ: ฝึกอบรมล่ามภาษามือในชุมชน สอนภาษามือให้กับครอบครัวที่มีสมาชิกหูหนวก และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิของผู้พิการทางการได้ยิน
“สิ่งสำคัญคือการสร้างความยั่งยืน” เธออธิบายในการสัมภาษณ์กับนิตยสาร Deaf Empowerment Africa ในปี 2020 “ฉันไม่ต้องการเป็นชาวตะวันตกที่เข้ามาแก้ปัญหาแล้วจากไป แต่ต้องการสร้างระบบที่ชุมชนสามารถดำเนินการต่อได้ด้วยตัวเอง”
โครงการของเธอเริ่มต้นด้วยการสำรวจหาผู้พิการทางการได้ยินในพื้นที่ โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียน เธอพัฒนาหลักสูตรอบรมล่ามภาษามือระยะสั้นสำหรับคนในชุมชนที่สนใจ โดยมุ่งเน้นการสอนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการสื่อสารประจำวัน
“ล่ามภาษามือมืออาชีพต้องใช้เวลาเรียนหลายปี” เธอกล่าว “แต่เราต้องการคนที่สามารถช่วยในสถานการณ์พื้นฐานได้ทันที เช่น การไปพบแพทย์ การเข้าร่วมประชุมหมู่บ้าน หรือการพูดคุยกับครู”
ในช่วงแปดปีที่ผ่านมา โครงการของแคทเธอรีนฝึกอบรมล่ามชุมชนไปแล้วกว่า 150 คน และช่วยให้เด็กหูหนวกกว่า 300 คนได้เข้าเรียนในโรงเรียนปกติโดยมีล่ามชุมชนให้ความช่วยเหลือ
เรื่องราวที่เปลี่ยนชีวิต
หนึ่งในเรื่องราวที่แคทเธอรีนเล่าบ่อยครั้งคือเรื่องของอาบิดี (Abidi) เด็กชายหูหนวกวัย 14 ปีที่เธอพบในปีแรกที่ทำงานในเคนยา
“อาบิดีอาศัยอยู่กับยายของเขาในกระท่อมเล็กๆ” เธอเล่าในงานเขียนของเธอ “เขาไม่เคยไปโรงเรียน และสื่อสารด้วยท่าทางง่ายๆ ที่เขาและยายพัฒนาขึ้นมาเอง ยายของเขาพยายามปกป้องเขาจากการล้อเลียนของคนอื่น จนเขาแทบไม่เคยออกจากบ้าน”
แคทเธอรีนใช้เวลานานกว่าจะสร้างความไว้วางใจกับครอบครัวของอาบิดี เธอเริ่มสอนภาษามือเคนยาให้กับเขาและยาย และในที่สุดก็ชักชวนให้เขาเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กหูหนวกคนอื่นๆ
“วันแรกที่อาบิดีมาร่วมกิจกรรม เขาตกใจมากที่เห็นคนอื่นใช้มือสื่อสารเหมือนเขา” เธอเล่า “เขานั่งเงียบๆ มองทุกคนด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อจบวัน เขายิ้มกว้างที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น”
ปัจจุบัน อาบิดีอายุ 23 ปีแล้ว เขาจบการศึกษาระดับมัธยมปลายและกำลังเรียนวิชาชีพด้านช่างไม้ เขาทำงานเป็นผู้ช่วยสอนภาษามือในโครงการของแคทเธอรีน ช่วยเด็กรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์คล้ายกับเขา
“อาบิดีเป็นตัวอย่างของสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อคนหูหนวกได้รับโอกาส” แคทเธอรีนกล่าว “เขาไม่ใช่แค่ผู้รับความช่วยเหลืออีกต่อไป แต่เป็นผู้ให้ที่กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่น”
บทเรียนจากโลกเงียบ
เมื่อถูกถามว่าได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในเคนยา แคทเธอรีนตอบในบทสัมภาษณ์กับพอดแคสต์ “Stories from the Field” (2021) ว่า:
“ฉันเรียนรู้ว่าภาษาเป็นมากกว่าเครื่องมือในการสื่อสาร แต่เป็นกุญแจสู่อัตลักษณ์และชุมชน” เธอกล่าว “สำหรับคนหูหนวก การเรียนรู้ภาษามือไม่ใช่แค่เรื่องการสื่อสาร แต่เป็นการค้นพบว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก”
เธอยังเล่าถึงวิธีที่ชุมชนในเคนยาเปลี่ยนมุมมองของเธอเกี่ยวกับความพิการและการอยู่ร่วมกัน:
“ในอเมริกา เรามักแยกผู้พิการออกจากสังคมทั่วไป แม้จะด้วยเจตนาดีก็ตาม” เธออธิบาย “แต่ในหมู่บ้านที่ฉันทำงาน เมื่อชุมชนเริ่มเรียนรู้ภาษามือ พวกเขาไม่ได้แยกคนหูหนวกออกไป แต่พยายามรวมพวกเขาเข้ามาในทุกกิจกรรม จากการประชุมหมู่บ้านไปจนถึงงานฉลอง คนหูหนวกกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง”
ความท้าทายและความหวัง
ในหนังสือล่าสุดของเธอ “Signs of Hope: Deaf Education in Rural Kenya” (2023) แคทเธอรีนเล่าถึงความท้าทายที่ยังคงมีอยู่:
“เรายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ” เธอเขียน “การขาดแคลนทรัพยากร การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ทัศนคติทางสังคมที่ตีตรา และการขาดนโยบายที่เอื้อต่อผู้พิการ ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่”
อย่างไรก็ตาม เธอยังคงมองเห็นความหวัง โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี:
“สมาร์ทโฟนกำลังเปลี่ยนชีวิตคนหูหนวกในพื้นที่ห่างไกล” เธอเล่า “แม้ในหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าสม่ำเสมอ เด็กๆ หูหนวกสามารถใช้วิดีโอคอลพูดคุยกับเพื่อนหูหนวกคนอื่นๆ ทั่วประเทศ สร้างชุมชนและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน”
โครงการของแคทเธอรีนได้รับความสนใจจากรัฐบาลเคนยาและองค์กรระหว่างประเทศ นำไปสู่ความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการของเคนยาในการขยายโครงการไปยังพื้นที่อื่นๆ
“เป้าหมายไม่ใช่แค่การมีล่ามมากขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบ” เธอกล่าว “เราต้องการให้โรงเรียนทุกแห่งสามารถรับเด็กหูหนวกได้ ให้โรงพยาบาลทุกแห่งมีล่ามภาษามือ และให้ชุมชนเห็นคุณค่าของสมาชิกทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะมีความพิการหรือไม่”
ข้อคิดส่งท้าย
เมื่อถามว่าอะไรคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เธออยากฝากไว้ แคทเธอรีนตอบว่า:
“ความพิการไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดของร่างกาย แต่เกิดจากสังคมที่ไม่สามารถปรับตัวเพื่อรองรับความแตกต่าง” เธอกล่าว “ในโลกที่ทุกคนรู้ภาษามือ ความหูหนวกจะไม่ใช่ความพิการอีกต่อไป”
เธอยังเน้นย้ำว่าการเป็น “สะพาน” ไม่ได้หมายถึงการช่วยเหลือแต่เพียงฝ่ายเดียว:
“ฉันอาจช่วยให้คนหูหนวกในเคนยาเข้าถึงโอกาสมากขึ้น แต่พวกเขาก็สอนฉันเช่นกัน” เธอกล่าว “พวกเขาสอนฉันเกี่ยวกับความเข้มแข็ง การปรับตัว และความสุขที่เกิดจากการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน บางคนอาจมองว่าฉันเสียสละมาก แต่ความจริงแล้ว ฉันได้รับมากกว่าที่ให้ไป”
ในโลกที่มักจะมองข้ามผู้พิการ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เรื่องราวของแคทเธอรีนเตือนใจเราว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นได้จากการสื่อสารและความเข้าใจ และบางครั้ง สะพานที่เราสร้างไม่เพียงช่วยให้ผู้อื่นข้ามไปได้ แต่ยังนำเรากลับมาสู่ความหมายที่แท้จริงของชีวิตเช่นกัน
อ้างอิง:
- Bradshaw, C. (2019). Hands Across Borders: Stories of Sign Language Interpreters Around the World. Deaf Empowerment Press.
- Bradshaw, C. (2022). Silent Journey: A Decade in Kenya. Gallaudet University Press.
- Bradshaw, C. (2023). Signs of Hope: Deaf Education in Rural Kenya. Oxford University Press.
- World Federation of the Deaf. (2022). Global Report on Sign Language Rights.
- Kenya National Survey for Persons with Disabilities. (2021). Annual Report.
- Deaf Empowerment Africa. (2020). Interview with Catherine Bradshaw. Issue 14, p. 23-27.
- Breaking the Sound Barrier. (2019). [Documentary]. National Geographic.
- Stories from the Field. (2021). Episode 47: Sign Language in Rural Kenya. [Podcast].