รู้ทันอาการชาปลายนิ้วเบาหวาน ทำไมถึงเกิดบ่อย?

Health / Others

อาการชาปลายนิ้วเบาหวาน หนึ่งในปัญหาสุขภาพพบบ่อยที่ไม่ควรละเลย

อาการชาปลายนิ้วเบาหวานหรือเท้าชาเบาหวานไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ที่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง หากไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี เนื่องจากอาการชาปลายนิ้วมือเบาหวานเกิดจากการที่น้ำตาลในเลือดสูงจนทำให้เส้นประสาทเสียหาย และหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นได้ ดังนั้นบทความนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจสาเหตุของโรคปลายประสาทอักเสบที่ทำให้เกิดอาการชาปลายนิ้ว และวิธีการแก้เท้าชาเบาหวาน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรักษาสุขภาพได้ยาวนาน และป้องกันไม่ให้ภาวะแทรกซ้อนทำลายคุณภาพชีวิต

แม้อาการชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้าจะเป็นอาการที่พบได้บ่อยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานแล้วอาการชาปลายนิ้วเบาหวานหรือเท้าชาเบาหวานเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยยิ่งกว่า และอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่สื่อว่าเส้นประสาทกำลังได้รับความเสียหายจากระดับน้ำตาลที่สูงเกิดไป ซึ่งอาจนำมาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวหากละเลยอาการชาปลายนิ้วมือเบาหวานและปล่อยทิ้งไว้นาน โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีอาการชาปลายนิ้วเบาหวานมากกว่าคนทั่วไปมีดังนี้

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะไปทำลายเส้นประสาททั่วทั้งร่างกาย โดยเฉพาะบริการปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ซึ่งเป็นจุดที่ีรวมเส้นประสาทขนาดเล็กและยาวไว้มากที่สุด ดังนั้นเมื่อเส้นประสาทถูกทำลาย ก็จะส่งผลให้เกิดอาการชาปลายนิ้วเบาหวานหรือเท้าชาเบาหวานได้

โรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักประสบกับภาวะโรคปลายประสาทอักเสบ (Diabetic Neuropathy) ซึ่งเกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ส่งผลให้เส้นประสาทบริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าถูกทำลายและอักเสบ อาการนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเกิดอาการชาที่ปลายนิ้วมากกว่าคนทั่วไป

การไหลเวียนของเลือดไม่ดี

โรคเบาหวานทำให้ผู้ป่วยมักประสบปัญหาเรื่องการไหลเวียนของเลือด ทำให้หลอดเลือดมีการแข็งและหดตัวจนไม่สามารถส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงที่บริเวณปลายนิ้วมือนิ้วเท้าได้เพียงพอ จึงทำให้เกิดอาการชาปลายนิ้วเบาหวานหรือเท้าชาเบาหวาน

การเสื่อมสภาพของเส้นประสาท

เส้นประสาทที่เสื่อมสภาพหรือได้รับความเสียหายจากระดับน้ำตาลที่สูงเป็นเวลานานจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกที่ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า เนื่องจากมีอาการชา ซึ่งอาการนี้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้ เพราะผู้ป่วยจะไม่สามารถตอบสนองต่อการบาดเจ็บหรือการติดเชื้อได้ทันเวลา ทำให้การรักษาล่าช้าและเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา

โรคเส้นประสาทเฉพาะที่ (Diabetic Neuropathy) ที่นำไปสู่การเกิดอาการชาปลายนิ้วเบาหวานและเท้าชาเบาหวานมีชนิดหลัก ๆ ที่พบบ่อยคือ Diabetic Lumbosacral Radiculoplexus Neuropathy (DLRPN)  หรือ Diabetic Amyotrophy เป็นภาวะเส้นประสาทเท้าอักเสบที่ทำให้เกิดการปวดบริเวณสะโพกและขาอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ซึ่งในบางกรณีผู้ป่วยอาจประสบกับปัญหาอาการชาปลายนิ้วเบาหวานและเท้าชาเบาหวานที่เกิดจากการทำลายเส้นประสาทที่ควบคุมการรับรู้บริเวณเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ยังเป็นภาวะที่ทำให้ผู้มีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนตามมาเนื่องจากไม่สามารถรับรู้ถึงอาการบาดเจ็บ

โรคเส้นประสาทอักเสบจากเบาหวานเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากการทำลายเส้นประสาทและการอักเสบบริเวณหลอดเลือดเล็กที่ส่งไปเลี้ยงเส้นประสาท
โดยเฉพาะเส้นประสาทที่อยู่ในปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง
การทำความเข้าใจอาการปลายประสาทอักเสบที่ส่งผลให้เกิดอาการชาปลายนิ้วมือเบาหวานจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาให้ทันเวลา โดยอาการปลายประสาทอักเสบที่ควรรู้มีดังนี้

  • ปวดเฉียบพลันที่ต้นขา: ผู้ป่วยมักรู้สึกปวดที่บริเวณต้นขา ซึ่งเป็นอาการหลัก ๆ ที่พบได้ในโรคเส้นประสาทจากเบาหวาน
  • อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ: กล้ามเนื้อบริเวณ Quadriceps และ Iliopsoas จะมีอาการอ่อนแรงจนทำให้ผู้ป่วยเดินได้ลำบาก
  • ปัญหาการเคลื่อนไหว: ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินไม่สะดวกและมีอาการขาดความมั่นคงในการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • อาการลดลงของ Patellar Reflex:  Patellar Reflex หรือปฏิกิริยาตอบสนองของเข่าหายไป เนื่องจากเส้นประสาทที่ควบคุมการตอบสนองได้รับความเสียหายจากน้ำตาลในเลือดที่สูง

โรคเบาหวานไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและชีวิตประจำวัน แต่ยังส่งผลต่อเส้นประสาทโดยเฉพาะบริเวณปลายเท้า ทำให้เกิดอาการเท้าชาเบาหวานตามมาได้ และเมื่อเส้นประสาทที่เท้าได้รับความเสียหายเป็นระยะเวลานาน ผู้ป่วยจะไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ตามปกติ ทำให้ไม่ทันสังเกตถึงการบาดเจ็บหรือแผลที่เกิดขึ้นบริเวณเท้าของตัวเอง จนกลายเป็นภาวะที่เรียกว่า “เบาหวานลงเท้า” ซึ่งภาวะนี้สามารถลุกลามไปสู่การติดเชื้อและเกิดการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอันตรายจากเบาหวานลงเท้า มาดูวิธีสังเกตอาการที่เรานำมาฝากกันเลย

  1. ปวดแสบปวดร้อนที่เท้า: ผู้ป่วยที่มีอาการเบาหวานลงเท้าจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่เท้าทั้งสองข้าง ซึ่งเกิดจากการทำลายของเส้นประสาทบริเวณเท้า
  2. อาการปวดแปล๊บเหมือนไฟช็อต: ในบางครั้งผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนมีเข็มที่บริเวณปลายเท้า มีอาการปวดแปล๊บ ๆ ขึ้นในตอนกลางคืน
  3. อาการชาและการลดลงของความรู้สึก: เมื่อเส้นประสาทบริเวณเท้าได้รับความเสียหายมาก ผู้ป่วยจะรู้สึกเท้าชาเบาหวานและอาจไม่รับรู้เมื่อเกิดบาดแผลบริเวณเท้า
  4. ผิวเท้าแห้งและแตก: เส้นประสาทบริเวณเท้าที่ควบคุมการหลั่งน้ำมันในผิวหนังจะมีการเสื่อมลง ส่งผลให้ผิวบริเวณเท้ามีการแห้ง แตก หรือคัน
  5. สีผิวผิดปกติ: ผู้ป่วยที่เบาหวานลงเท้าจะมีการไหลเวียนของเลือดที่ไม่ได้ ส่งผลให้สีผิวบริเวณเท้ามีอาการซีดหรือคล้ำจนผิดปกติ

อาการชาปลายนิ้วเบาหวานและเท้าชาเบาหวานไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนที่คุณต้องรีบแก้ไขเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเพื่อให้คุณสามารถดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น วิธีการดูแลและแก้เท้าชาเบาหวานที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองมีดังนี้

  • ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ: พื้นฐานสำคัญของการป้องกันอาการชาจากเบาหวานและการเสื่อมสภาพของเส้นประสาทคือการรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ : ภาวะที่เกิดขึ้นบ่อยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น ระดับไขมันในเลือด ไขมันคลอเลสเตอรอล และไขมันไตรกลีเซอไรด์ การตรวจปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดี
  • งดการสูบบุหรี่: บุหรี่เป็นสาเหตุทำให้เส้นประสาทอักเสบได้ ดังนั้นควรงดการสูบบุหรี่ลงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสื่อมสภาพของเส้นประสาทและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ 
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังเป็นการช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและลดการสะสมไขมันในร่าง ทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้

หนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับในการรักษาอาการชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้าคือการใช้วิตามิน B12 Active หรือ Methylcobalamin ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการฟื้นฟูเส้นประสาทและลดอาการชา โดยมีคุณสมบัติช่วยสร้าง Myelin ซึ่งเป็นสารหุ้มเส้นประสาท ทำให้การส่งสัญญาณประสาททำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดอาการชาและอาการ
เจ็บปวดจากการเสื่อมสภาพของเส้นประสาท ด้วยคุณสมบัติในการดูดซึมได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงนี้ ทำให้วิตามิน B12 Active หรือ Methylcobalamin
ถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในวิธีรักษาอาการชาปลายนิ้วมือในปัจจุบัน

อาการชาปลายนิ้วเบาหวานและเท้าชาเบาหวานเป็นอาการที่จากผลกระทบของระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปจนทำให้เส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าได้รับความเสียหายและไม่สามารถส่งสัญญาณประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งให้ผู้ป่วยมีอาการชาปลายนิ้วมือเบาหวาน ชาปลายเท้า ปวด หรืออ่อนแรงได้ง่าย
ทั้งยังเป็นอาการที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ดังนั้นการป้องกันและรู้วิธีแก้เท้าชาเบาหวานอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่ป่วยต้องใส่ใจอย่างมาก เพื่อให้
ผู้ป่วยสามารถลดปัจจัยเสี่ยงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

บทความที่เกี่ยวข้อง