Code For Life: โปรแกรมเมอร์วัย 25 ผู้พัฒนา AI ช่วยผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง

Human / Self-Inspiration

เช้าวันหนึ่งที่ไม่มีวันลืม เด็กสาวคนหนึ่งตื่นขึ้นมาพบว่าคุณปู่ที่รักล้มอยู่กับพื้น ไม่สามารถพูดได้ ใบหน้าเบี้ยวไปข้างหนึ่ง แขนขาไม่มีแรง ครอบครัวรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ด้วยความล่าช้าในการวินิจฉัยและการรักษา คุณปู่ได้รับความเสียหายจากโรคหลอดเลือดสมองอย่างถาวร เหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในความทรงจำของเธอจนถึงวันนี้

15 ปีต่อมา เมื่อเธอกำลังศึกษาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา เธอเห็นพ่อแสดงอาการคล้ายกัน แม้ในครั้งนั้นจะไม่ใช่โรคหลอดเลือดสมอง แต่ความกลัวที่จะสูญเสียคนรักอีกครั้งทำให้เธอตัดสินใจว่า เธอจะใช้ความรู้ที่มีสร้างสิ่งที่ช่วยชีวิตคนได้จริง

วันนี้ เธอคือโปรแกรมเมอร์วัย 25 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังระบบปัญญาประดิษฐ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมองไปตลอดกาล


โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 5 ของสหรัฐอเมริกา และเป็นสาเหตุหลักของภาวะทุพพลภาพในผู้ใหญ่ ทุกๆ ปีมีผู้คนกว่า 15 ล้านคนทั่วโลกเป็นโรคนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ล้านคน และอีก 5 ล้านคนพิการถาวร

ในโลกของการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์มักพูดว่า “Time is Brain” เวลาคือสมอง เพราะในทุกๆ นาทีที่เลือดไม่ไหลไปเลี้ยงสมอง เซลล์ประสาทจะตายไปเกือบ 2 ล้านเซลล์ หากคำนวณเป็นวินาทีแล้ว ทุกๆ วินาที เราสูญเสียเซลล์สมองไปกว่า 32,000 เซลล์

แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่การรักษา แต่อยู่ที่การวินิจฉัย โดยเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือพื้นที่ห่างไกล ที่อาจไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทหรือรังสีแพทย์ที่มีประสบการณ์อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง การตรวจ CT Scan หรือ MRI ต้องใช้เวลานานในการวิเคราะห์และแปลผล บางครั้งภาพ CT Scan หนึ่งชุดอาจมีถึง 1,200 ภาพ ซึ่งแพทย์ต้องดูทีละภาพ

ความล่าช้านี้แหละ ที่ทำให้ผู้ป่วยหลายคนสูญเสียโอกาสได้รับการรักษาที่ดีที่สุด


โปรแกรมเมอร์สาววัย 25 คนนี้ เริ่มต้นโครงการของเธอด้วยคำถามง่ายๆ “ถ้าโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่สมาร์ททีวีที่เรามีอยู่แล้วในบ้าน สามารถช่วยตรวจจับอาการโรคหลอดเลือดสมองได้ล่วงหน้า จะเป็นอย่างไร”

เธอเริ่มพัฒนาระบบที่ชื่อว่า “Code Blue” โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับกล้องและไมโครโฟนที่มีอยู่แล้วในอุปกรณ์สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ททีวีของเรา ระบบจะทำงานโดยการวิเคราะห์ใบหน้าและเสียงพูดของผู้ใช้ทุกๆ 30 วินาที เพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่อาจบ่งชี้ถึงอาการโรคหลอดเลือดสมอง

ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าเบี้ยว การพูดไม่ชัด หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ เมื่อระบบ AI ตรวจพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ มันจะแจ้งเตือนผู้ใช้ทันที และสามารถโทรขอความช่วยเหลือได้อัตโนมัติ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ระบบจะไม่เก็บข้อมูลภาพหรือเสียงของผู้ใช้ หลังจากวิเคราะห์แล้ว ข้อมูลจะถูกลบทิ้งทันที เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว ปัจจุบัน เธอกำลังทำงานร่วมกับแพทย์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย เพื่อทดสอบระบบกับผู้ป่วยจริง 5 ราย และวางแผนจะขยายการทดสอบเป็น 100 ราย ในขณะเดียวกันทีมของเธอก็อยู่ระหว่างขอการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ซึ่งจะทำให้ระบบนี้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง คล้ายกับที่ Apple Watch ได้รับอนุญาตให้ตรวจจับความผิดปกติของหัวใจ


การเดินทางของเธอเริ่มต้นเมื่อปี 2023 เมื่อเธอนำไอเดียนี้ไปนำเสนอในงาน Innovation Summit ที่มหาวิทยาลัย ผลตอบรับที่ได้ทำให้เธอต้องตะลึง ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาหาเธอและทีมเล็กๆ ของเธอ แบ่งปันเรื่องราวของคนที่พวกเขารักซึ่งจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีแบบนี้

“หลังจากได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้น เรารู้ว่าเราเป็นหนี้ทุกคน เราต้องทุ่มเทให้ดีที่สุดและพยายามสร้างมันขึ้นมาจริงๆ” เธอกล่าว

จากจุดนั้น Code Blue ก็เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว เธอใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศ startup ของมหาวิทยาลัย Berkeley อย่างเต็มที่ เข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนผู้ประกอบการหลายโปรแกรม เธอบอกว่า “ถ้าเธอไม่ได้มาที่ Berkeley สิ่งทั้งหมดนี้คงไม่เกิดขึ้น”

ความสำเร็จเริ่มมาเป็นระลอกๆ Code Blue ชนะรางวัล Grand Prize จากการแข่งขัน Big Ideas ของ UC Berkeley ซึ่งเป็นการแข่งขันนวัตกรรมชื่อดังที่สนับสนุนนักศึกษาที่ต้องการแก้ปัญหาโลก เงินรางวัลที่ได้นั้นถูกนำไปใช้แปลงสิทธิบัตรชั่วคราวเป็นสิทธิบัตรอรรถประโยชน์ (utility patent) และเริ่มการศึกษาทางคลินิกจริง

การตัดสินใจครั้งสำคัญมาในเดือนมีนาคม 2024 เมื่อเธอและทีมตัดสินใจจดทะเบียน Code Blue เป็นบริษัทจริงๆ เป้าหมายคือการทำให้เทคโนโลยีนี้อยู่ในอุปกรณ์ของทุกคน ทำให้การตรวจจับโรคหลอดเลือดสมองเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมแบบไหน

“แพทย์สามารถสั่งจ่าย Code Blue ให้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดสมอง” เธออธิบาย “เหมือนกับที่แพทย์สั่งยาหรือสั่งให้ตรวจเลือด เทคโนโลยีของเราก็เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่สามารถใช้เพื่อดูแลผู้ป่วยได้”

ด้วยวิสัยทัศน์นี้ Code Blue จึงไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันทั่วไป แต่เป็น medical device ที่ต้องผ่านมาตรฐานสูง ซึ่งทำให้กระบวนการพัฒนาและการขออนุมัติเข้มงวดกว่ามาก แต่เธอเชื่อว่านี่คือเส้นทางที่ถูกต้อง เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน

ทีมของ Code Blue ปัจจุบันไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว มีนักพัฒนา นักวิจัย และที่ปรึกษาทางการแพทย์หลายคนที่เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์เดียวกัน พวกเขาทำงานหนัก วันละ 12-14 ชั่วโมง คู่ขนานไปกับการเรียน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ที่สุดก่อนจะนำไปใช้จริงกับผู้ป่วย


แต่เธอไม่ได้โดดเดี่ยวในสนามรบนี้ ในโลกแห่งการแพทย์ การใช้ AI เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

มีระบบ AI หลายตัวที่ได้รับการพัฒนาและนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลทั่วโลก เช่น ระบบที่สามารถวิเคราะห์ภาพ CT Scan แบบเรียลไทม์ และส่งการแจ้งเตือนไปยังทีมแพทย์ผ่านสมาร์ทโฟนภายในไม่กี่นาที การศึกษาหนึ่งพบว่า ระบบ AI สามารถตรวจจับการอุดตันของหลอดเลือดสมองใหญ่ (Large Vessel Occlusion) ได้ถึง 90% ความไวและ 94% ความจำเพาะ

ที่โรงพยาบาล Mayo Clinic สหรัฐอเมริกา การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ภาพ CT Scan ที่มีถึง 1,200 ภาพต่อชุด ซึ่งแพทย์เคยต้องดูทีละภาพ ปัจจุบันสามารถย่อเวลาลงเหลือเพียงไม่กี่วินาที

แพทย์หญิงคนหนึ่งที่ Mayo Clinic เล่าว่า “ก่อนหน้านี้ ฉันจะอยู่ในห้องควบคุม CT และขณะที่ช่างเทคนิคยังประมวลผลภาพอยู่ สมาร์ทโฟนของฉันก็จะมีการแจ้งเตือนว่าถึงเวลาลงมือแล้ว” การประหยัดเวลาเพียง 10 นาที หมายความว่าเราสามารถช่วยเซลล์สมองได้ประมาณ 42 ล้านเซลล์


ตัวเลขที่ออกมาน่าประทับใจมาก การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ระดับโลกพบว่า การใช้ระบบ AI ในโรงพยาบาลหนึ่งทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ฟื้นตัวจนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 48% เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังลดเวลาในการส่งต่อผู้ป่วยได้ถึง 61 นาที

ในอังกฤษ NHS (National Health Service) ได้นำระบบ AI ไปใช้ทั้งหมด 107 ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 80,000 รายต่อปีได้รับประโยชน์ การวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า เวลาระหว่างที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนถึงได้รับการรักษาลดลงมากกว่า 60 นาที

การศึกษาขนาดใหญ่ที่เสนอต่อการประชุม European Stroke Organisation ในปี 2024 ซึ่งรวมผู้ป่วยกว่า 83,000 รายจาก 26 โรงพยาบาลตลอดระยะเวลา 3 ปี พบว่า ระบบ AI ช่วยเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดดูดก้อนเลือดเพิ่มขึ้น 50%

งานวิจัยอื่นๆ แสดงให้เห็นว่า โมเดล AI บางตัวสามารถวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองได้แม่นยำถึง 89-96% ด้วยความไว (sensitivity) สูงถึง 96.15% และความจำเพาะ (specificity) ที่ 96% ซึ่งหมายความว่า ระบบสามารถตรวจพบผู้ป่วยที่เป็นจริงๆ ได้เกือบทั้งหมด และผิดพลาดน้อยมาก


คุณโชว์น อายุ 55 ปี อดีตพนักงานไปรษณีย์ที่แคนเทอร์เบอรี ประเทศอังกฤษ เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากฟื้นตัว เขากลับมาวิ่งและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่แล้ววันหนึ่งหลังกลับจากเที่ยว อาการกลับเป็นซ้ำอีกครั้ง

น้องชายของเขาสังเกตเห็นอาการสำคัญ—แขนยกไม่ขึ้นและพูดไม่ชัด จึงรีบโทรหาโรงพยาบาลทันที เมื่อมาถึงโรงพยาบาล คุณโชว์นถูกส่งตรวจสแกนสมองทันที และด้วยระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ ทีมแพทย์สามารถวินิจฉัยและให้ยาละลายลิ่มเลือดในสมองได้อย่างรวดเร็ว

ผลลัพธ์คือ คุณโชว์นฟื้นความสามารถในการเคลื่อนไหวและความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว เขาอยู่ในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพียงไม่ถึง 48 ชั่วโมงก็สามารถกลับบ้านได้


นอกจากการวินิจฉัยแล้ว AI ยังถูกพัฒนาให้ช่วยในหลายด้าน เช่น การทำนายผลลัพธ์ของการรักษา การแบ่งประเภทของโรคหลอดเลือดสมอง และการตัดสินใจว่าผู้ป่วยควรได้รับการรักษาแบบไหน

มีการพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ (wearable devices) เช่น นาฬิกาสมาร์ทหรือแหวนอัจฉริยะ ที่สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของแขนขา วิธีเดิน และตรวจจับความผิดปกติที่อาจบ่งบอกถึงอาการโรคหลอดเลือดสมอง

สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสามารถกลายเป็นเครื่องมือคัดกรองที่ทรงพลัง โดยใช้ AI วิเคราะห์การพิมพ์ แรงกดหน้าจอ หรือการพูดเพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงฉับพลันในการทำงานของสมอง

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา “Mobile Stroke Units” รถพยาบาลพิเศษที่มีอุปกรณ์ CT Scan และ AI ติดตั้งอยู่ ทำให้สามารถวินิจฉัยและเริ่มการรักษาได้ตั้งแต่อยู่บนรถพยาบาล ก่อนที่จะถึงโรงพยาบาล

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา AI กลายเป็นความหวังสำคัญ เพราะในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบบ AI สามารถช่วยให้โรงพยาบาลเล็กๆ สามารถให้บริการระดับผู้เชี่ยวชาญได้


แน่นอนว่า การนำ AI มาใช้ในการแพทย์ก็ยังมีความท้าทายอยู่มาก การฝึกสอน AI ต้องการข้อมูลจำนวนมหาศาล และข้อมูลเหล่านั้นต้องหลากหลาย ครอบคลุมผู้คนทุกเชื้อชาติ ทุกกลุ่มอายุ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้ดีกับผู้ป่วยทุกคน

ปัญหาความเป็นส่วนตัวก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ ผู้พัฒนาต้องทำให้มั่นใจว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยได้รับการปกป้องอย่างเคร่งครัด เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

นอกจากนี้ การอนุมัติจาก FDA และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและเข้มงวด โดยเฉพาะกับเทคโนโลยีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน

สุดท้าย ความไว้วางใจจากแพทย์และผู้ป่วยก็เป็นสิ่งสำคัญ หลายคนยังไม่มั่นใจที่จะให้คอมพิวเตอร์ตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตน ดังนั้นการออกแบบระบบจึงต้องทำให้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเหลือแพทย์ ไม่ใช่แทนที่แพทย์


โปรแกรมเมอร์สาววัย 25 คนนี้ได้เปลี่ยนความเจ็บปวดจากการสูญเสียคุณปู่ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนในการช่วยเหลือผู้คนนับล้าน เธอพิสูจน์ให้เห็นว่า บางครั้งความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เจ็บปวดที่สุด

“ทุกวินาทีมีความสำคัญเมื่อพูดถึงโรคหลอดเลือดสมอง” เธอกล่าว “ถ้าเทคโนโลยีของเราช่วยลดเวลาในการรักษาได้แม้แค่ไม่กี่นาที ก็อาจหมายความว่าคนๆ หนึ่งได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกบรรทัดโค้ดที่เขียนมีความหมาย”

ปัจจุบัน Code Blue อยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด นอกจากการทดสอบทางคลินิกกับ UCSF แล้ว เธอยังกำลังเตรียมยื่นขออนุมัติจาก FDA และวางแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์สู่ตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

วิสัยทัศน์ระยะยาวของ Code Blue คือการทำให้เทคโนโลยีการตรวจจับโรคหลอดเลือดสมองเป็นมาตรฐานในทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ททีวี “เราต้องการให้มันเป็นเหมือนคุณสมบัติพื้นฐานที่ติดมากับอุปกรณ์” เธอกล่าว “ทุกคนควรมีการปกป้องนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มีฐานะอย่างไร”

“ผมเคยได้ยินใครบางคนพูดว่า ‘เทคโนโลยีที่ดีที่สุดคือเทคโนโลยีที่ช่วยชีวิตคน'” โปรแกรมเมอร์อีกคนหนึ่งที่ทำงานในสาย AI ทางการแพทย์เคยกล่าว “และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำ—ไม่ใช่เพียงแค่เขียนโค้ด แต่เราเขียนโค้ดเพื่อชีวิต”


ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าเทคโนโลยีทำให้เราห่างเหินจากความเป็นมนุษย์ แต่เรื่องราวนี้พิสูจน์ตรงกันข้าม—เทคโนโลยีสามารถทำให้เราเป็นมนุษย์มากขึ้น มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น และช่วยเหลือกันได้มากขึ้น

การใช้ AI ในการรักษาโรคหลอดเลือดสมองไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น แต่เป็นการให้ความหวังกับผู้ป่วยและครอบครัวนับล้าน เป็นการให้โอกาสคนที่เคยจะพิการถาวรได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ เป็นการเปลี่ยนตัวเลขสถิติที่น่าเศร้าให้กลายเป็นเรื่องราวความสำเร็จ

และที่สำคัญที่สุด มันพิสูจน์ว่า คนๆ หนึ่ง—แม้จะอายุเพียง 25 ปี—สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ เมื่อมีความมุ่งมั่น ความรู้ และที่สำคัญที่สุดคือ ความรักและความห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์

เรื่องราวของ Code Blue ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาและผู้ประกอบการรุ่นใหม่อีกหลายคน ที่เห็นว่าการสร้าง startup ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินทุนก้อนใหญ่หรือเครือข่ายที่กว้างขวาง แต่เริ่มจากปัญหาที่แท้จริง ความมุ่งมั่นที่จะแก้ไข และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย การแข่งขันนวัตกรรม หรือเครือข่ายที่ปรึกษา

“หลายคนถามว่า ‘ทำไมต้องเป็นนักศึกษาที่ทำ’ หรือ ‘ทำไมต้องรอให้จบก่อน'” โปรแกรมเมอร์ท่านหนึ่งที่ทำงานในวงการ health tech เคยกล่าว “แต่ความจริงคือ บางครั้งนักศึกษามีข้อได้เปรียบ—พวกเขายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นไปไม่ได้ พวกเขาคิดนอกกรอบ และพวกเขามีพลังที่จะทุ่มเทให้กับสิ่งที่เชื่อ”

วันนี้ ทุกๆ 40 วินาที ยังคงมีคนหนึ่งเป็นโรคหลอดเลือดสมอง แต่ตอนนี้ พวกเขามีโอกาสรอดชีวิตและฟื้นตัวได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ขอบคุณโปรแกรมเมอร์สาวคนนี้ และอีกหลายคนที่เลือกใช้ทักษะของตนเพื่อชีวิต—Code For Life


แหล่งอ้างอิง

  1. UC Davis Health. (2024). “New AI technology helps physicians quickly identify stroke.” UC Davis Health News.
  2. National Institutes of Health. (2024). “Artificial Intelligence and Acute Stroke Imaging.” PMC Journal Articles.
  3. NHS England. (2024). “How artificial intelligence is helping to speed up the diagnosis and treatment of stroke patients.”
  4. Frontiers in Neurology. (2024). “Clinical implementation of AI-powered stroke imaging: Multi-center evaluation study.”
  5. European Stroke Organisation Conference. (2024). “Largest prospective evaluation of stroke AI imaging involving 83,000+ patients.”
  6. Mayo Clinic Discovery. (2025). “Transforming Stroke Care and Outcomes Using AI.”
  7. World Economic Forum. (2023). “Artificial Intelligence’s next frontier could be stroke.”
  8. Scientific Reports. (2024). “Explainable artificial intelligence for stroke prediction through comparison of deep learning and machine learning models.”
  9. American Heart Association – Stroke Journal. (2020). “Artificial Intelligence Applications in Stroke.”

CBS San Francisco. (2025). “UC Berkeley student enters AI stroke-detection startup in competition

บทความที่เกี่ยวข้อง