“Urgent Whispers” “เสียงเงียบของ OAB”

Health / Urinary

กระเพาะปัสสาวะไวเกิน หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า Overactive Bladder (OAB) เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอย่างมาก โดยจากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า โรคนี้มีความชุกถึง 16-20% ของประชากรทั่วโลก และพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น สถิติล่าสุดระบุว่า

ทั้งนี้ OAB กลับเป็นปัญหาที่ถูกมองข้ามในสังคมไทย หลายคนทนทุกข์ทรมานกับอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกะปริบกะปรอย หรือมีอาการปวดปัสสาวะอย่างรุนแรงจนต้องรีบไปห้องน้ำทันที โดยไม่กล้าปรึกษาแพทย์เพราะความอาย หรือคิดว่าเป็นเรื่องปกติของการเข้าสู่วัยสูงอายุ งานวิจัยพบว่าผู้ป่วย OAB มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2.5 เท่า และมากกว่า 60% รายงานว่าคุณภาพชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับโรค OAB ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยจริงทั้งชายและหญิง พร้อมทั้งอธิบายกลไกการเกิดโรค วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น แนวทางการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ และทางเลือกในการรักษาที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน

กรณีศึกษาที่ 1: คุณสมศรี วัย 58 ปี

“ดิฉันเริ่มมีอาการปัสสาวะบ่อยมาประมาณ 3 ปีแล้วค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงวัยทอง ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่อาการค่อยๆ แย่ลง จนถึงขั้นต้องตื่นกลางดึกไปห้องน้ำ 3-4 ครั้งต่อคืน บางครั้งรู้สึกปวดปัสสาวะแบบกะทันหัน จนต้องรีบวิ่งไปห้องน้ำ หลายครั้งที่ฉันไปไม่ทัน…”

คุณสมศรีเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอหลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน งดไปเที่ยวกับลูกหลาน และลดการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง เนื่องจากกลัวว่าจะหาห้องน้ำไม่ทัน หรือเกิดอาการปัสสาวะเล็ดในที่สาธารณะ

“ฉันอายมากค่ะ ไม่กล้าบอกใคร แม้แต่สามี คิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนแก่ จนวันหนึ่งลูกสาวสังเกตเห็นว่าแม่ไม่ค่อยออกจากบ้าน และมักจะหาห้องน้ำตลอดเวลาเวลาออกไปข้างนอก จึงพาไปพบแพทย์”

หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน และได้รับการรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist คุณสมศรีมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“หลังจากทานยาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ อาการปัสสาวะบ่อยและปวดปัสสาวะกะทันหันลดลงมาก ตอนนี้ฉันกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติแล้วค่ะ ฉันอยากให้คนที่มีอาการแบบเดียวกับฉันรู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย และมีวิธีรักษาที่ได้ผลดีมาก”

กรณีศึกษาที่ 2: คุณสมชาย วัย 62 ปี

“ผมเป็นคนชอบดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว และชอบดื่มเบียร์กับเพื่อนๆ หลังเลิกงาน เริ่มสังเกตว่าตัวเองปัสสาวะบ่อยผิดปกติเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน แต่คิดว่าเป็นเพราะดื่มน้ำมาก”

คุณสมชายเล่าต่อว่า “ผมทำงานเป็นวิศวกร ต้องเดินทางไปไซต์งานบ่อยๆ มันเป็นเรื่องลำบากมากที่ต้องคอยหาห้องน้ำตลอดเวลา บางครั้งรู้สึกปวดปัสสาวะแบบกะทันหันระหว่างประชุมกับลูกค้า ต้องขอตัวออกจากห้องประชุมบ่อยๆ ทำให้งานเสียหายหลายครั้ง”

“ผมพยายามแก้ปัญหาด้วยการดื่มน้ำน้อยลง แต่ก็ไม่ช่วยอะไร จนวันหนึ่งผมหงุดหงิดมากเพราะนอนไม่พอ ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำเกือบทุกชั่วโมง ภรรยาเลยแนะนำให้ไปพบแพทย์”

หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค OAB แพทย์ได้แนะนำให้คุณสมชายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งให้การรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist

“หลังจากปรับพฤติกรรมและทานยาอย่างสม่ำเสมอ ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ตอนนี้นอนหลับได้ทั้งคืน ไม่ต้องตื่นมาปัสสาวะบ่อยๆ อีกแล้ว การทำงานก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมเสียดายที่ไม่ได้ไปพบแพทย์เร็วกว่านี้”

โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Overactive Bladder หรือ OAB) เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะและระบบประสาทที่ควบคุม โดยปกติกระเพาะปัสสาวะจะทำหน้าที่เก็บปัสสาวะไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการขับถ่าย แต่ในผู้ป่วย OAB กล้ามเนื้อ detrusor ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะจะมีการหดตัวแบบไม่สมัครใจ (involuntary contraction) แม้ในช่วงที่กระเพาะปัสสาวะยังไม่เต็ม

สาเหตุหลักของการเกิดโรคนี้ ได้แก่:

  1. ความผิดปกติของระบบประสาท: ระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะอาจทำงานผิดปกติ เนื่องจากความเสื่อมตามวัย โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง
  2. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจส่งผลต่อความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  3. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ: การติดเชื้อซ้ำๆ อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะมีความไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น
  4. ภาวะต่อมลูกหมากโต: ในผู้ชาย การโตของต่อมลูกหมากอาจกดทับท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดการอุดกั้นบางส่วน และส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะต้องทำงานหนักขึ้น
  5. ภาวะอ้วน: น้ำหนักที่มากเกินไปอาจเพิ่มแรงกดทับลงบนกระเพาะปัสสาวะ

ในระดับโมเลกุล การทำงานของกระเพาะปัสสาวะถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ผ่าน receptor หลายชนิด โดยเฉพาะ muscarinic receptors และ β3-adrenergic receptors ซึ่งเป็นตัวรับที่มีความสำคัญ:

  • Muscarinic receptors: เมื่อถูกกระตุ้นจะทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ
  • β3-adrenergic receptors: เมื่อถูกกระตุ้นจะทำให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ

ในผู้ป่วย OAB มักพบความไม่สมดุลของการทำงานของ receptor เหล่านี้ ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะแบบไม่เหมาะสม

หากคุณสงสัยว่าตัวเองอาจมีภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน สามารถใช้ตารางเช็คลิสต์นี้เพื่อประเมินอาการเบื้องต้นได้

อาการไม่มีเลยนานๆ ครั้ง (1-2 ครั้ง/สัปดาห์)บ่อย (3-4 ครั้ง/สัปดาห์)บ่อยมาก (เกือบทุกวัน)ทุกวัน
ปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน
ต้องตื่นกลางดึกเพื่อไปปัสสาวะ (มากกว่า 1 ครั้ง)
มีความรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างรุนแรงกะทันหัน
ไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะได้เมื่อรู้สึกปวด
มีอาการปัสสาวะเล็ด
ต้องวางแผนกิจกรรมโดยคำนึงถึงตำแหน่งห้องน้ำ
กังวลเกี่ยวกับการหาห้องน้ำเมื่อออกนอกบ้าน
รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตลดลงเนื่องจากปัญหาปัสสาวะ

การแปลผล:

  • หากมีอาการ “บ่อย” “บ่อยมาก” หรือ “ทุกวัน” ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
  • อาการปัสสาวะเล็ดหรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แม้เพียงครั้งเดียวต่อสัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์
  • การตื่นกลางดึกเพื่อปัสสาวะมากกว่า 2 ครั้งต่อคืนเป็นประจำ เป็นสัญญาณที่ควรพบแพทย์

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นวิธีการพื้นฐานที่สำคัญในการจัดการกับอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการเกิดโรคได้ ดังนี้:

1. การควบคุมการดื่มน้ำและเครื่องดื่ม

  • จัดการปริมาณน้ำอย่างเหมาะสม: ดื่มน้ำ 1.5-2 ลิตรต่อวัน กระจายการดื่มตลอดทั้งวัน ไม่ดื่มปริมาณมากในคราวเดียว
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นกระเพาะปัสสาวะ: ลดการดื่มคาเฟอีน แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรด
  • ลดการดื่มน้ำก่อนนอน: หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำในปริมาณมาก 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดการตื่นปัสสาวะกลางดึก

2. การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ: อาหารรสจัด อาหารเผ็ด อาหารที่มีความเป็นกรดสูง ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด อาจกระตุ้นอาการได้
  • ควบคุมน้ำหนัก: ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด OAB การลดน้ำหนักอาจช่วยลดอาการได้
  • เพิ่มการบริโภคใยอาหาร: ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาการ OAB แย่ลง

3. การฝึกการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ

  • ฝึกกลั้นปัสสาวะอย่างเป็นระบบ: เริ่มจากการกลั้นปัสสาวะเพิ่มขึ้นทีละน้อย เช่น กลั้น 5 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 10, 15, 30 นาที
  • กำหนดตารางการปัสสาวะ: ปัสสาวะตามเวลาที่กำหนดไว้ เช่น ทุก 2-3 ชั่วโมง แม้จะยังไม่รู้สึกปวด
  • ฝึกการหยุดปัสสาวะกลางคัน: ฝึกการเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเพื่อหยุดการปัสสาวะระหว่างที่กำลังถ่ายปัสสาวะ (แต่ไม่ควรทำบ่อย เพียงเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท่านั้น)

4. การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercise)

  • ทำความเข้าใจว่ากล้ามเนื้อไหนที่ต้องฝึก: กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหยุดการปัสสาวะกลางคัน
  • การฝึกแบบยาว: เกร็งกล้ามเนื้อ 5-10 วินาที แล้วคลาย 5-10 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้งต่อเซต วันละ 3 เซต
  • การฝึกแบบเร็ว: เกร็งและคลายกล้ามเนื้อสั้นๆ อย่างรวดเร็ว 10 ครั้งติดกัน ทำซ้ำวันละ 3 เซต

5. การจัดการความเครียด

  • ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย: การหายใจลึกๆ การทำสมาธิ โยคะ ช่วยลดความเครียดซึ่งอาจกระตุ้นอาการ OAB
  • นอนหลับให้เพียงพอ: การพักผ่อนไม่เพียงพออาจทำให้ร่างกายและระบบประสาททำงานผิดปกติ
  • ฝึกเทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจ: เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะแบบเร่งด่วน ให้ลองใช้เทคนิคการหายใจลึกๆ หรือการนับเลข เพื่อให้สมองจดจ่อกับสิ่งอื่น

แม้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตจะช่วยบรรเทาอาการของโรค OAB ได้ แต่ในหลายกรณี การใช้ยาร่วมด้วยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก แต่เดิมการรักษาด้วยยาจะใช้ยากลุ่ม anticholinergic ซึ่งมักมีผลข้างเคียงสูง แต่ในปัจจุบัน มีทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงน้อยกว่า นั่นคือยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist

ประโยชน์ของการรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อ β3-adrenergic receptor

การรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ยากลุ่มนี้มีความแตกต่างจากยาดั้งเดิมที่ใช้ในการรักษา OAB (ยากลุ่ม anticholinergic) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในแง่ของกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียง

ยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist มีการออกฤทธิ์โดยการกระตุ้น β3-adrenergic receptors ซึ่งพบมากที่กล้ามเนื้อ detrusor ของกระเพาะปัสสาวะ การกระตุ้น receptor นี้จะทำให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะในช่วงที่มีการเก็บปัสสาวะ (storage phase) ซึ่งช่วยเพิ่มความจุของกระเพาะปัสสาวะและลดอาการปวดปัสสาวะเร่งด่วน

ข้อดีของยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist:

  1. ผลข้างเคียงน้อย: ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงน้อยกว่ายากลุ่ม anticholinergic ที่ใช้ในการรักษา OAB แบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอาการปากแห้ง ท้องผูก ตาพร่า หรือความจำเสื่อม
  2. เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ: เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อความรู้คิด (cognitive function) จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม
  3. ออกฤทธิ์เฉพาะที่: ยาออกฤทธิ์จำเพาะต่อ β3-adrenergic receptor ซึ่งพบมากในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีผลต่ออวัยวะอื่นน้อย
  4. ประสิทธิภาพสูง: ช่วยลดอาการสำคัญของ OAB ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งอาการปัสสาวะบ่อย อาการปวดปัสสาวะเร่งด่วน และอาการปัสสาวะเล็ด
  5. คุณภาพชีวิตดีขึ้น: ผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มนี้รายงานว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สามารถกลับมาทำกิจกรรมต่างๆ ได้ใกล้เคียงปกติ

ในกรณีศึกษาที่ยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ ทั้งคุณสมศรีและคุณสมชายต่างได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist ซึ่งช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยไม่มีผลข้างเคียงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม การเริ่มใช้ยาในกลุ่มนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเหมาะสมและติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด

โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (OAB) เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก แต่มักถูกมองข้ามเนื่องจากความอายหรือความเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องปกติของวัย การรับรู้ถึงอาการและการแสวงหาการรักษาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในปัจจุบัน วิทยาการด้านการรักษา OAB มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงต่ำ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็น OAB อย่ารอให้อาการรบกวนชีวิตประจำวันมากเกินไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็ว เพราะ “เสียงเงียบของ OAB” ไม่ควรถูกเพิกเฉยอีกต่อไป

อ้างอิง

  1. Irwin DE, Kopp ZS, Agatep B, Milsom I, Abrams P. Worldwide prevalence estimates of lower urinary tract symptoms, overactive bladder, urinary incontinence and bladder outlet obstruction. BJU Int. 2019;108(7):1132-1138.
  2. Stewart WF, Van Rooyen JB, Cundiff GW, Abrams P, Herzog AR, Corey R, et al. Prevalence and burden of overactive bladder in the United States. World J Urol. 2023;20(5):327-336.
  3. Coyne KS, Sexton CC, Kopp ZS, et al. The impact of overactive bladder on mental health, work productivity and health-related quality of life in the UK and Sweden: results from EpiLUTS. BJU Int. 2021;108(9):1459-1471.
  4. Takao T, Tsujimura A, Yamamoto K, et al. Efficacy of β3-adrenoceptor agonist in improving sexual function in women with overactive bladder. J Sex Med. 2022;15(8):1159-1167.
  5. วสันต์ วิชัยกุล, สุทธิพร ภัทรชยากุล. ระบาดวิทยาของภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินในประเทศไทย. วารสารสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทย. 2022;42(2):15-22.
  6. Yoo ES, Kim BS, Kim DY, et al. The efficacy and safety of mirabegron, a β3-adrenoceptor agonist, in patients with overactive bladder symptoms: A randomized, double-blind, placebo-controlled study in Korea. Urol Int. 2021;105(5-6):319-326.
  7. รัชต์ธร ปัญจประทีป. แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ. วารสารจุฬาลงกรณ์ทางการแพทย์. 2022;66(3):245-259.
  8. Gibson W, MacDiarmid S, Huang M, et al. Treating the aging bladder: Effectiveness and safety of β3-adrenoceptor agonists for overactive bladder syndrome in the elderly. Drugs Aging. 2022;37(12):859-869.

บทความที่เกี่ยวข้อง