เสียงเงียบของโรคลมชัก”: การใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรคลมชัก ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายและความเข้าใจผิดในสังคม
สายฟ้าที่มองไม่เห็นบางครั้งฟาดลงกลางใจคนโดยไม่มีสัญญาณเตือน—นี่คือโลกของผู้ป่วยโรคลมชัก (Epilepsy) โรคทางระบบประสาทที่พบบ่อย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคลมชักส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก (1% ของประชากรโลก) ในประเทศไทยมีผู้ป่วยประมาณ 600,000-700,000 คน พบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยผู้ชายมีความเสี่ยงเท่ากับผู้หญิง
ที่น่าตกใจคือ เพียง 70% เท่านั้นที่สามารถควบคุมอาการชักได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม อัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคลมชักสูงกว่าประชากรทั่วไป 2-3 เท่า และมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า แต่สิ่งที่ยากกว่าตัวโรคคือการเผชิญกับความเข้าใจผิดและการตีตราในสังคม

เรื่องราวของผู้ป่วยที่ต้องต่อสู้กับพายุในร่างกาย
กรณีศึกษาที่ 1: นัท (นามสมมติ) วัย 28 ปี
“มันเป็นครั้งแรกที่ฉันมีอาการชักในที่สาธารณะ” นัทเล่าย้อนความหลัง น้ำตาคลอ “ฉันเพิ่งเรียนจบ ได้งานแรก และคืนนั้นเป็นงานเลี้ยงฉลองกับเพื่อนๆ ฉันดีใจมาก… แล้วชีวิตก็เปลี่ยนไป”
นัทเล่าว่าเธอเริ่มมีอาการชักแบบ absence seizures ตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น จนกระทั่งวันที่เธอมีอาการชักแบบ tonic-clonic seizure (grand mal) อย่างรุนแรง
“หลังจากเหตุการณ์นั้น เพื่อนหลายคนเริ่มห่างหาย ที่ทำงานฉันถูกย้ายจากแผนกการตลาดที่ต้องพบปะลูกค้า มาอยู่หลังบ้าน โดยอ้างว่าเป็นห่วงสุขภาพฉัน แต่ฉันรู้ว่าพวกเขากลัวว่าฉันจะมีอาการต่อหน้าลูกค้า”
กรณีศึกษาที่ 2: วิศรุต (นามสมมติ) วัย 35 ปี
“ผมมักจะรู้สึกได้เมื่อกำลังจะมีอาการชัก บางครั้งได้กลิ่นแปลกๆ บางครั้งรู้สึกเหมือนมีคลื่นความร้อนแล่นขึ้นมาจากท้องถึงศีรษะ—แพทย์เรียกว่า ‘อาการนำ’ หรือ ‘aura'”
วิศรุตเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักเมื่ออายุ 15 ปี “ชีวิตผมเปลี่ยนไปจากเด็กที่ชอบเล่นกีฬา ผมกลายเป็นคนที่ต้องระวังตัวตลอดเวลา ไม่สามารถขับรถ ไม่กล้าว่ายน้ำ”
เรื่องความสัมพันธ์ก็ได้รับผลกระทบ “ผมเคยคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ทุกอย่างดี จนกระทั่งผมมีอาการชักต่อหน้าเธอ หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ขอเลิก บอกว่าไม่พร้อมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้”
หลังจากลองใช้ยากลุ่ม AMPA receptor antagonist อาการชักลดลงมาก “จากเดือนละ 3-4 ครั้ง เหลือเพียงปีละ 1-2 ครั้ง สิ่งที่ยากกว่าการจัดการกับตัวโรค คือการจัดการกับทัศนคติของคนรอบข้าง”
กลไกการเกิดโรคลมชัก
โรคลมชักเกิดจากการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการปล่อยกระแสไฟฟ้าในสมองเกินความจำเป็น (excessive neuronal discharge) ซึ่งนำไปสู่อาการชัก
ในภาวะปกติ เซลล์ประสาทในสมองสื่อสารกันผ่านสัญญาณไฟฟ้าและสารสื่อประสาทอย่างเป็นระเบียบ มีความสมดุลระหว่างการกระตุ้น (excitation) และการยับยั้ง (inhibition) แต่ในผู้ป่วยโรคลมชัก สมดุลนี้เสียไป ทำให้เกิดการกระตุ้นมากเกินไป เกิดเป็น “พายุไฟฟ้า” ในสมอง
ระดับโมเลกุล: AMPA Receptors และบทบาทในโรคลมชัก
ในระดับโมเลกุล AMPA (α-amino-3-hydroxy-5-methyl-4-isoxazolepropionic acid) receptors เป็นหนึ่งในตัวรับกลูตาเมตที่สำคัญที่สุดในระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อถูกกระตุ้นโดยกลูตาเมต จะเกิดการเปิดของช่องไอออนที่ยอมให้ Na+ และ Ca2+ เข้าสู่เซลล์ ทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ประสาท
ในผู้ป่วยโรคลมชัก มักพบความผิดปกติที่ AMPA receptors ทำให้เซลล์ประสาทถูกกระตุ้นมากเกินไป (hyperexcitability) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเกิดอาการชัก นี่คือเหตุผลที่ยากลุ่ม AMPA receptor antagonists จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคลมชัก
การรักษาโรคลมชักและบทบาทของยากลุ่ม AMPA Receptor Antagonists
การรักษาโรคลมชักมีหลายแนวทาง โดยมีเป้าหมายหลักคือการควบคุมอาการชักให้หายไปหรือลดความถี่และความรุนแรง
ในบรรดายากันชักทั้งหมด ยากลุ่ม AMPA receptor antagonists ถือเป็นความหวังใหม่ในการรักษาโรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาแบบดั้งเดิม
กลไกการออกฤทธิ์
ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการทำงานของ AMPA receptors ซึ่งช่วยลดการกระตุ้นเซลล์ประสาทที่มากเกินไป ทำให้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคลมชักชนิดที่ดื้อต่อยาอื่นๆ
ข้อดีของยากลุ่ม AMPA Receptor Antagonists
- มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคลมชักที่ดื้อยา: สามารถลดความถี่ของการชักในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยากันชักดั้งเดิมได้ถึง 40-50%
- ผลข้างเคียงทางระบบประสาทส่วนกลางน้อยกว่า: มีอาการง่วงนอน มึนงง หรือปัญหาด้านความคิดและความจำน้อยกว่ายากันชักดั้งเดิม
- มีปฏิกิริยากับยาอื่นน้อย: ทำให้สามารถใช้ร่วมกับยาอื่นได้อย่างปลอดภัย
- การบริหารยาสะดวก: บางตัวสามารถรับประทานเพียงวันละ 1-2 ครั้ง
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้สมาธิ: เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องทำงานที่ต้องใช้ความคิด
งานวิจัยล่าสุด
งานวิจัยกำลังศึกษาการพัฒนายากลุ่ม AMPA receptor antagonists รุ่นใหม่ที่มีความจำเพาะมากขึ้น และการใช้ร่วมกับเทคโนโลยีการรักษาใหม่ๆ เช่น การกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้าแบบลึก (deep brain stimulation) หรือการรักษาด้วยยีนบำบัด (gene therapy)
ใครมีความเสี่ยงเป็นโรคลมชัก? เช็คลิสต์เบื้องต้น
กลุ่มเสี่ยงจากประวัติส่วนตัวและครอบครัว
- มีประวัติโรคลมชักในครอบครัว โดยเฉพาะญาติสายตรง
- เคยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกรณีที่มีการสูญเสียสติ
- เคยมีไข้สูงจนชัก ในวัยเด็ก
- เคยป่วยด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ
- มีประวัติโรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะสมองขาดเลือด
กลุ่มอาการที่ควรสังเกต
- อาการคล้ายการชักทั่วไป
- มีอาการกระตุกของแขนขาหรือใบหน้าโดยไม่สามารถควบคุมได้
- เคยหมดสติหรือล้มลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีน้ำลายฟูมปาก กัดลิ้น หรือปัสสาวะราดระหว่างหมดสติ
- อาการเตือน (Aura) ที่อาจเกิดก่อนมีอาการชัก
- ได้กลิ่นแปลกๆ ที่คนอื่นไม่ได้กลิ่น
- เห็นแสงกระพริบหรือภาพหลอนก่อนมีอาการผิดปกติอื่นๆ
- รู้สึกว่าสิ่งรอบตัวไม่จริง หรือคุ้นเคยผิดปกติ (déjà vu)
- อาการชักเฉพาะที่/อาการชักเล็กน้อย
- มีช่วงเวลาที่ “หลุด” ไปจากความเป็นจริงชั่วขณะ
- เหม่อลอย ไม่ตอบสนองต่อการเรียกชั่วครู่
หมายเหตุ: การวินิจฉัยโรคลมชักที่ถูกต้องต้องอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) และการตรวจทางรังสีวิทยาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เทคนิคปรับ Lifestyle เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดอาการชัก
1. การนอนหลับที่เพียงพอและมีคุณภาพ
- นอนให้เพียงพอ: อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
- รักษาเวลานอน-ตื่น ให้สม่ำเสมอ: แม้ในวันหยุด
- หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน
2. การจัดการความเครียด
- เทคนิคการผ่อนคลาย: ฝึกการหายใจลึกๆ, การทำสมาธิ, โยคะ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ช่วยลดความเครียด
3. การควบคุมอาหารและเครื่องดื่ม
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และจำกัดคาเฟอีน
- รับประทานอาหารสม่ำเสมอ: การข้ามมื้ออาหารอาจกระตุ้นอาการชัก
4. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น
- แสงกระพริบ: ระวังแสงไฟกระพริบ ทีวี คอมพิวเตอร์ หรือเกม
- ความร้อนสูงเกินไป: หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ร้อนจัด
5. มีแผนจัดการเมื่อเกิดอาการ
- สวมสร้อยข้อมือหรือบัตรที่ระบุว่าเป็นโรคลมชัก
- แจ้งคนใกล้ชิดเกี่ยวกับวิธีช่วยเหลือเมื่อมีอาการชัก
สรุป
โรคลมชักไม่ใช่เพียงความผิดปกติทางระบบประสาท แต่เป็นความท้าทายที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต เรื่องราวของนัทและวิศรุตสะท้อนถึงความเข้มแข็งของผู้ป่วยที่ต้องเผชิญทั้งอาการของโรคและความเข้าใจผิดในสังคม
ความก้าวหน้าในการรักษา โดยเฉพาะยากลุ่ม AMPA receptor antagonists เป็นความหวังใหม่ที่ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีขึ้น ขณะที่การเรียนรู้วิธีปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการรู้จักปฐมพยาบาลเบื้องต้น เป็นส่วนสำคัญในการช่วยสร้างความปลอดภัยและลดความเข้าใจผิด
“Storm Within” หรือพายุภายในสมองอาจไม่สามารถหยุดยั้งได้อย่างสมบูรณ์ในทุกกรณี แต่ด้วยความเข้าใจและการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและศักดิ์ศรี
อ้างอิง
- Fisher RS, et al. ILAE official report: a practical clinical definition of epilepsy. Epilepsia. 2022;55(4):475-482.
- Rogawski MA, et al. Mechanisms of action of antiseizure medications. Epilepsia. 2023;61(6):1095-1115.
- Perucca P, Mula M. Antiepileptic drug effects on mood and behavior. Epilepsy Behav. 2023;98:100-108.
- Hanada T, et al. Effect of perampanel, a novel AMPA antagonist. Pharmacol Res Perspect. 2023;7(2):e00467.
- สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย. แนวทางการรักษาโรคลมชักสำหรับแพทย์. 2023.
- มูลนิธิโรคลมชักแห่งประเทศไทย. รายงานสถานการณ์โรคลมชักในประเทศไทย ปี 2023.