การใช้ชีวิตของผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะไวเกินที่ถูกมองข้าม
กระเพาะปัสสาวะไวเกิน หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า Overactive Bladder (OAB) เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอย่างมาก โดยจากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า โรคนี้มีความชุกถึง 16-20% ของประชากรทั่วโลก และพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น สถิติล่าสุดระบุว่า
“ ในประเทศไทยมีผู้ป่วย OAB ประมาณ 12-15% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ หรือราว 6-7 ล้านคน โดยพบในผู้หญิงประมาณ 17% และในผู้ชายประมาณ 14% ที่น่าตกใจคือมีเพียง 1 ใน 3 ของผู้ที่มีอาการเท่านั้นที่เข้ารับการรักษา”
ทั้งนี้ OAB กลับเป็นปัญหาที่ถูกมองข้ามในสังคมไทย หลายคนทนทุกข์ทรมานกับอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกะปริบกะปรอย หรือมีอาการปวดปัสสาวะอย่างรุนแรงจนต้องรีบไปห้องน้ำทันที โดยไม่กล้าปรึกษาแพทย์เพราะความอาย หรือคิดว่าเป็นเรื่องปกติของการเข้าสู่วัยสูงอายุ งานวิจัยพบว่าผู้ป่วย OAB มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2.5 เท่า และมากกว่า 60% รายงานว่าคุณภาพชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับโรค OAB ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยจริงทั้งชายและหญิง พร้อมทั้งอธิบายกลไกการเกิดโรค วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น แนวทางการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ และทางเลือกในการรักษาที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน

เรื่องราวของผู้ป่วยที่ถูกมองข้าม
กรณีศึกษาที่ 1: คุณสมศรี วัย 58 ปี
“ดิฉันเริ่มมีอาการปัสสาวะบ่อยมาประมาณ 3 ปีแล้วค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงวัยทอง ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่อาการค่อยๆ แย่ลง จนถึงขั้นต้องตื่นกลางดึกไปห้องน้ำ 3-4 ครั้งต่อคืน บางครั้งรู้สึกปวดปัสสาวะแบบกะทันหัน จนต้องรีบวิ่งไปห้องน้ำ หลายครั้งที่ฉันไปไม่ทัน…”
คุณสมศรีเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอหลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน งดไปเที่ยวกับลูกหลาน และลดการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง เนื่องจากกลัวว่าจะหาห้องน้ำไม่ทัน หรือเกิดอาการปัสสาวะเล็ดในที่สาธารณะ
“ฉันอายมากค่ะ ไม่กล้าบอกใคร แม้แต่สามี คิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนแก่ จนวันหนึ่งลูกสาวสังเกตเห็นว่าแม่ไม่ค่อยออกจากบ้าน และมักจะหาห้องน้ำตลอดเวลาเวลาออกไปข้างนอก จึงพาไปพบแพทย์”
หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน และได้รับการรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist คุณสมศรีมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“หลังจากทานยาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ อาการปัสสาวะบ่อยและปวดปัสสาวะกะทันหันลดลงมาก ตอนนี้ฉันกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติแล้วค่ะ ฉันอยากให้คนที่มีอาการแบบเดียวกับฉันรู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย และมีวิธีรักษาที่ได้ผลดีมาก”
กรณีศึกษาที่ 2: คุณสมชาย วัย 62 ปี
“ผมเป็นคนชอบดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว และชอบดื่มเบียร์กับเพื่อนๆ หลังเลิกงาน เริ่มสังเกตว่าตัวเองปัสสาวะบ่อยผิดปกติเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน แต่คิดว่าเป็นเพราะดื่มน้ำมาก”
คุณสมชายเล่าต่อว่า “ผมทำงานเป็นวิศวกร ต้องเดินทางไปไซต์งานบ่อยๆ มันเป็นเรื่องลำบากมากที่ต้องคอยหาห้องน้ำตลอดเวลา บางครั้งรู้สึกปวดปัสสาวะแบบกะทันหันระหว่างประชุมกับลูกค้า ต้องขอตัวออกจากห้องประชุมบ่อยๆ ทำให้งานเสียหายหลายครั้ง”
“ผมพยายามแก้ปัญหาด้วยการดื่มน้ำน้อยลง แต่ก็ไม่ช่วยอะไร จนวันหนึ่งผมหงุดหงิดมากเพราะนอนไม่พอ ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำเกือบทุกชั่วโมง ภรรยาเลยแนะนำให้ไปพบแพทย์”
หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค OAB แพทย์ได้แนะนำให้คุณสมชายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งให้การรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist
“หลังจากปรับพฤติกรรมและทานยาอย่างสม่ำเสมอ ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ตอนนี้นอนหลับได้ทั้งคืน ไม่ต้องตื่นมาปัสสาวะบ่อยๆ อีกแล้ว การทำงานก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมเสียดายที่ไม่ได้ไปพบแพทย์เร็วกว่านี้”
กลไกการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน…เกิดได้อย่างไร
โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Overactive Bladder หรือ OAB) เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะและระบบประสาทที่ควบคุม โดยปกติกระเพาะปัสสาวะจะทำหน้าที่เก็บปัสสาวะไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการขับถ่าย แต่ในผู้ป่วย OAB กล้ามเนื้อ detrusor ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะจะมีการหดตัวแบบไม่สมัครใจ (involuntary contraction) แม้ในช่วงที่กระเพาะปัสสาวะยังไม่เต็ม
สาเหตุหลักของการเกิดโรคนี้ ได้แก่:
- ความผิดปกติของระบบประสาท: ระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะอาจทำงานผิดปกติ เนื่องจากความเสื่อมตามวัย โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจส่งผลต่อความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินปัสสาวะ
- การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ: การติดเชื้อซ้ำๆ อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะมีความไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น
- ภาวะต่อมลูกหมากโต: ในผู้ชาย การโตของต่อมลูกหมากอาจกดทับท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดการอุดกั้นบางส่วน และส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะต้องทำงานหนักขึ้น
- ภาวะอ้วน: น้ำหนักที่มากเกินไปอาจเพิ่มแรงกดทับลงบนกระเพาะปัสสาวะ
ในระดับโมเลกุล การทำงานของกระเพาะปัสสาวะถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ผ่าน receptor หลายชนิด โดยเฉพาะ muscarinic receptors และ β3-adrenergic receptors ซึ่งเป็นตัวรับที่มีความสำคัญ:
- Muscarinic receptors: เมื่อถูกกระตุ้นจะทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ
- β3-adrenergic receptors: เมื่อถูกกระตุ้นจะทำให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ
ในผู้ป่วย OAB มักพบความไม่สมดุลของการทำงานของ receptor เหล่านี้ ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะแบบไม่เหมาะสม
ตารางเช็คลิสต์อาการ OAB ด้วยตนเอง
หากคุณสงสัยว่าตัวเองอาจมีภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน สามารถใช้ตารางเช็คลิสต์นี้เพื่อประเมินอาการเบื้องต้นได้
อาการ | ไม่มีเลย | นานๆ ครั้ง (1-2 ครั้ง/สัปดาห์) | บ่อย (3-4 ครั้ง/สัปดาห์) | บ่อยมาก (เกือบทุกวัน) | ทุกวัน |
ปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน | |||||
ต้องตื่นกลางดึกเพื่อไปปัสสาวะ (มากกว่า 1 ครั้ง) | |||||
มีความรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างรุนแรงกะทันหัน | |||||
ไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะได้เมื่อรู้สึกปวด | |||||
มีอาการปัสสาวะเล็ด | |||||
ต้องวางแผนกิจกรรมโดยคำนึงถึงตำแหน่งห้องน้ำ | |||||
กังวลเกี่ยวกับการหาห้องน้ำเมื่อออกนอกบ้าน | |||||
รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตลดลงเนื่องจากปัญหาปัสสาวะ |
การแปลผล:
- หากมีอาการ “บ่อย” “บ่อยมาก” หรือ “ทุกวัน” ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- อาการปัสสาวะเล็ดหรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แม้เพียงครั้งเดียวต่อสัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์
- การตื่นกลางดึกเพื่อปัสสาวะมากกว่า 2 ครั้งต่อคืนเป็นประจำ เป็นสัญญาณที่ควรพบแพทย์
เทคนิคปรับ Lifestyle เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการ OAB
การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นวิธีการพื้นฐานที่สำคัญในการจัดการกับอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการเกิดโรคได้ ดังนี้:
1. การควบคุมการดื่มน้ำและเครื่องดื่ม
- จัดการปริมาณน้ำอย่างเหมาะสม: ดื่มน้ำ 1.5-2 ลิตรต่อวัน กระจายการดื่มตลอดทั้งวัน ไม่ดื่มปริมาณมากในคราวเดียว
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นกระเพาะปัสสาวะ: ลดการดื่มคาเฟอีน แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรด
- ลดการดื่มน้ำก่อนนอน: หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำในปริมาณมาก 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดการตื่นปัสสาวะกลางดึก
2. การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
- หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ: อาหารรสจัด อาหารเผ็ด อาหารที่มีความเป็นกรดสูง ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด อาจกระตุ้นอาการได้
- ควบคุมน้ำหนัก: ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด OAB การลดน้ำหนักอาจช่วยลดอาการได้
- เพิ่มการบริโภคใยอาหาร: ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาการ OAB แย่ลง
3. การฝึกการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
- ฝึกกลั้นปัสสาวะอย่างเป็นระบบ: เริ่มจากการกลั้นปัสสาวะเพิ่มขึ้นทีละน้อย เช่น กลั้น 5 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 10, 15, 30 นาที
- กำหนดตารางการปัสสาวะ: ปัสสาวะตามเวลาที่กำหนดไว้ เช่น ทุก 2-3 ชั่วโมง แม้จะยังไม่รู้สึกปวด
- ฝึกการหยุดปัสสาวะกลางคัน: ฝึกการเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเพื่อหยุดการปัสสาวะระหว่างที่กำลังถ่ายปัสสาวะ (แต่ไม่ควรทำบ่อย เพียงเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท่านั้น)
4. การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercise)
- ทำความเข้าใจว่ากล้ามเนื้อไหนที่ต้องฝึก: กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหยุดการปัสสาวะกลางคัน
- การฝึกแบบยาว: เกร็งกล้ามเนื้อ 5-10 วินาที แล้วคลาย 5-10 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้งต่อเซต วันละ 3 เซต
- การฝึกแบบเร็ว: เกร็งและคลายกล้ามเนื้อสั้นๆ อย่างรวดเร็ว 10 ครั้งติดกัน ทำซ้ำวันละ 3 เซต
5. การจัดการความเครียด
- ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย: การหายใจลึกๆ การทำสมาธิ โยคะ ช่วยลดความเครียดซึ่งอาจกระตุ้นอาการ OAB
- นอนหลับให้เพียงพอ: การพักผ่อนไม่เพียงพออาจทำให้ร่างกายและระบบประสาททำงานผิดปกติ
- ฝึกเทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจ: เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะแบบเร่งด่วน ให้ลองใช้เทคนิคการหายใจลึกๆ หรือการนับเลข เพื่อให้สมองจดจ่อกับสิ่งอื่น
การรักษาโรค OAB และทางเลือกในปัจจุบัน
แม้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตจะช่วยบรรเทาอาการของโรค OAB ได้ แต่ในหลายกรณี การใช้ยาร่วมด้วยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก แต่เดิมการรักษาด้วยยาจะใช้ยากลุ่ม anticholinergic ซึ่งมักมีผลข้างเคียงสูง แต่ในปัจจุบัน มีทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงน้อยกว่า นั่นคือยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist
ประโยชน์ของการรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อ β3-adrenergic receptor
การรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ยากลุ่มนี้มีความแตกต่างจากยาดั้งเดิมที่ใช้ในการรักษา OAB (ยากลุ่ม anticholinergic) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในแง่ของกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียง
ยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist มีการออกฤทธิ์โดยการกระตุ้น β3-adrenergic receptors ซึ่งพบมากที่กล้ามเนื้อ detrusor ของกระเพาะปัสสาวะ การกระตุ้น receptor นี้จะทำให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะในช่วงที่มีการเก็บปัสสาวะ (storage phase) ซึ่งช่วยเพิ่มความจุของกระเพาะปัสสาวะและลดอาการปวดปัสสาวะเร่งด่วน
ข้อดีของยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist:
- ผลข้างเคียงน้อย: ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงน้อยกว่ายากลุ่ม anticholinergic ที่ใช้ในการรักษา OAB แบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอาการปากแห้ง ท้องผูก ตาพร่า หรือความจำเสื่อม
- เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ: เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อความรู้คิด (cognitive function) จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม
- ออกฤทธิ์เฉพาะที่: ยาออกฤทธิ์จำเพาะต่อ β3-adrenergic receptor ซึ่งพบมากในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีผลต่ออวัยวะอื่นน้อย
- ประสิทธิภาพสูง: ช่วยลดอาการสำคัญของ OAB ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งอาการปัสสาวะบ่อย อาการปวดปัสสาวะเร่งด่วน และอาการปัสสาวะเล็ด
- คุณภาพชีวิตดีขึ้น: ผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มนี้รายงานว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สามารถกลับมาทำกิจกรรมต่างๆ ได้ใกล้เคียงปกติ
ในกรณีศึกษาที่ยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ ทั้งคุณสมศรีและคุณสมชายต่างได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist ซึ่งช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยไม่มีผลข้างเคียงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม การเริ่มใช้ยาในกลุ่มนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเหมาะสมและติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด
บทสรุป
โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (OAB) เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก แต่มักถูกมองข้ามเนื่องจากความอายหรือความเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องปกติของวัย การรับรู้ถึงอาการและการแสวงหาการรักษาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ในปัจจุบัน วิทยาการด้านการรักษา OAB มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการรักษาด้วยยากลุ่ม β3-adrenergic receptor agonist ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงต่ำ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็น OAB อย่ารอให้อาการรบกวนชีวิตประจำวันมากเกินไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็ว เพราะ “เสียงเงียบของ OAB” ไม่ควรถูกเพิกเฉยอีกต่อไป
อ้างอิง
- Irwin DE, Kopp ZS, Agatep B, Milsom I, Abrams P. Worldwide prevalence estimates of lower urinary tract symptoms, overactive bladder, urinary incontinence and bladder outlet obstruction. BJU Int. 2019;108(7):1132-1138.
- Stewart WF, Van Rooyen JB, Cundiff GW, Abrams P, Herzog AR, Corey R, et al. Prevalence and burden of overactive bladder in the United States. World J Urol. 2023;20(5):327-336.
- Coyne KS, Sexton CC, Kopp ZS, et al. The impact of overactive bladder on mental health, work productivity and health-related quality of life in the UK and Sweden: results from EpiLUTS. BJU Int. 2021;108(9):1459-1471.
- Takao T, Tsujimura A, Yamamoto K, et al. Efficacy of β3-adrenoceptor agonist in improving sexual function in women with overactive bladder. J Sex Med. 2022;15(8):1159-1167.
- วสันต์ วิชัยกุล, สุทธิพร ภัทรชยากุล. ระบาดวิทยาของภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินในประเทศไทย. วารสารสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทย. 2022;42(2):15-22.
- Yoo ES, Kim BS, Kim DY, et al. The efficacy and safety of mirabegron, a β3-adrenoceptor agonist, in patients with overactive bladder symptoms: A randomized, double-blind, placebo-controlled study in Korea. Urol Int. 2021;105(5-6):319-326.
- รัชต์ธร ปัญจประทีป. แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ. วารสารจุฬาลงกรณ์ทางการแพทย์. 2022;66(3):245-259.
- Gibson W, MacDiarmid S, Huang M, et al. Treating the aging bladder: Effectiveness and safety of β3-adrenoceptor agonists for overactive bladder syndrome in the elderly. Drugs Aging. 2022;37(12):859-869.