Silent Killer ในออฟฟิศ:5 อาการเตือนของ โรคอัลไซเมอร์ที่คนทำงานวัย 50+ มักมองข้าม

Brain / Health

ภัยเงียบที่แฝงตัวในวัยทำงาน

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) มักถูกเข้าใจว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป แต่ความจริงแล้ว อาการเริ่มต้นของโรคนี้สามารถพบได้ตั้งแต่อายุ 50 ปี หรือแม้แต่ก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะในรูปแบบของภาวะความบกพร่องทางการรู้คิดระดับเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment หรือ MCI) ที่เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ หรือที่เรียกว่า “MCI due to AD”

ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกดดัน หลายคนมักมองข้ามอาการเตือนเบื้องต้น โดยคิดว่าเป็นเพียงอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก หรือเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสู่วัยกลางคน แต่การละเลยสัญญาณเตือนเหล่านี้อาจนำไปสู่การวินิจฉัยที่ล่าช้า และลดโอกาสในการชะลอการดำเนินของโรค

MCI due to AD: ภาวะก้ำกึ่งที่ต้องเฝ้าระวัง

ภาวะ MCI due to AD คือช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการเสื่อมถอยทางการรู้คิดตามวัย (age-related cognitive decline) กับโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น ผู้ที่มีภาวะนี้จะมีความบกพร่องทางการรู้คิดที่มากกว่าคนทั่วไปในวัยเดียวกัน แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยพบว่าประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีภาวะ MCI จะพัฒนาเป็นโรคอัลไซเมอร์ภายในระยะเวลา 1 ปี และมากกว่า 50% จะพัฒนาเป็นโรคอัลไซเมอร์ภายในระยะเวลา 5 ปี

สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนสูง เช่น งานบริหาร งานที่ต้องตัดสินใจ หรืองานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ มักมีกลไกชดเชย (compensatory mechanisms) ที่แข็งแกร่ง ทำให้อาการในระยะเริ่มต้นไม่ชัดเจนนัก หลายคนสามารถปกปิดอาการได้นานหลายปี จนกระทั่งความบกพร่องรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถชดเชยได้อีกต่อไป

5 อาการเตือนที่มักถูกมองข้ามในที่ทำงานของคนวัย 50+

1. ความจำเสื่อมที่มากกว่าความเครียดหรือความเหนื่อยล้า

อาการที่พบ: ลืมการประชุมสำคัญ ลืมข้อมูลที่เพิ่งได้รับมา ต้องถามซ้ำหลายครั้ง หรือจดบันทึกมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่มักเข้าใจผิด: หลายคนคิดว่าอาการลืมเป็นเพียงผลจากความเครียดหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ความจำเสื่อมในโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นมักเกี่ยวข้องกับความจำระยะสั้น โดยเฉพาะข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับมา

ตัวอย่างในที่ทำงาน: คุณวิเชียร (นามสมมุติ) ผู้จัดการอาวุโสวัย 57 ปี เริ่มสังเกตว่าตนเองต้องอ่านอีเมลหลายรอบจึงจะจับใจความได้ และต้องจดบันทึกรายละเอียดการประชุมมากขึ้นกว่าเดิม แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อน

2. การตัดสินใจที่ยากลำบากขึ้น

อาการที่พบ: ลังเลในการตัดสินใจแม้ในเรื่องที่เคยตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลานานขึ้นในการประมวลผลข้อมูล หรือหลีกเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ

สิ่งที่มักเข้าใจผิด: หลายคนคิดว่าเป็นเพียงความระมัดระวังที่มากขึ้นตามประสบการณ์ หรือความกังวลเกี่ยวกับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ตัวอย่างในที่ทำงาน: คุณสมศรี (นามสมมุติ) นักวิเคราะห์การเงินวัย 58 ปี ที่เคยตัดสินใจเรื่องการลงทุนได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เริ่มต้องใช้เวลานานขึ้นในการวิเคราะห์ข้อมูล และมักขอความเห็นจากเพื่อนร่วมงานมากขึ้น แม้ในกรณีที่ไม่ซับซ้อน

3. ปัญหาในการวางแผนและการจัดการเวลา

อาการที่พบ: มีความยากลำบากในการวางแผนงานที่มีหลายขั้นตอน สับสนในลำดับความสำคัญของงาน หรือบริหารเวลาได้แย่ลง

สิ่งที่มักเข้าใจผิด: มักถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาจากปริมาณงานที่มากขึ้น หรือความซับซ้อนของงานที่เพิ่มขึ้น

ตัวอย่างในที่ทำงาน: คุณประเสริฐ (นามสมมุติ) ผู้จัดการโครงการวัย 60 ปี ที่เคยบริหารโครงการหลายโครงการพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มมีปัญหาในการจัดลำดับความสำคัญของงาน และมักทำงานไม่เสร็จตามกำหนด แม้จะทำงานหนักกว่าเดิม

4. ความยากลำบากในการเรียนรู้เทคโนโลยีหรือกระบวนการใหม่

อาการที่พบ: ใช้เวลานานขึ้นในการเรียนรู้ระบบหรือซอฟต์แวร์ใหม่ ต้องการคำแนะนำซ้ำๆ หรือหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีใหม่

สิ่งที่มักเข้าใจผิด: มักถูกมองว่าเป็นเพียงช่องว่างระหว่างวัย (generation gap) หรือการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

ตัวอย่างในที่ทำงาน: คุณนภา (นามสมมุติ)  เลขานุการบริหารวัย 55 ปี ที่เคยปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ดี เริ่มมีปัญหาในการใช้ระบบการจัดการเอกสารใหม่ของบริษัท แม้จะได้รับการฝึกอบรมหลายครั้ง

5. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมทางสังคม

อาการที่พบ: มีความหงุดหงิดง่ายขึ้น วิตกกังวลมากขึ้น หลีกเลี่ยงการพบปะสังสรรค์ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคมอย่างชัดเจน

สิ่งที่มักเข้าใจผิด: มักถูกมองว่าเป็นเพียงความเครียดจากการทำงาน หรือวิกฤตวัยกลางคน (midlife crisis)

ตัวอย่างในที่ทำงาน: คุณสมชาย ผู้บริหารวัย 59 ปี ที่เคยเป็นคนร่าเริงและชอบเข้าสังคม เริ่มหลีกเลี่ยงการประชุมสำคัญและกิจกรรมทางสังคมของบริษัท และมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทาย

ทำไมต้องใส่ใจตั้งแต่เนิ่นๆ?

การตรวจพบภาวะ MCI due to AD ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยและพัฒนายาและการรักษาที่มุ่งเน้นการชะลอการดำเนินของโรคในระยะเริ่มต้น การวินิจฉัยที่เร็วขึ้นจะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาเหล่านี้ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่า การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง สามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้

การวินิจฉัยที่เร็วขึ้นช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีเวลาในการวางแผนอนาคต ทั้งในแง่ของการดูแลสุขภาพ การเงิน และการประกอบอาชีพ การวินิจฉัยที่ชัดเจนช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าถึงกลุ่มสนับสนุนและทรัพยากรต่างๆ ที่จะช่วยให้สามารถเผชิญกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีขึ้น

แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้เกือบหายขาด แต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ สามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น การควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง และกระตุ้นการสร้าง BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยในการเจริญเติบโตและการซ่อมแซมของเซลล์ประสาท

การรับประทานอาหารในกลุ่ม Mediterranean Diet หรือ MIND Diet ที่อุดมไปด้วยผักผลไม้ ปลา น้ำมันมะกอก ถั่ว และธัญพืชที่ไม่ขัดสี มีส่วนช่วยในการป้องกันโรค

นอกจากนี้ยังพบว่าการกระตุ้นสมองอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การฝึกทักษะใหม่ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ท้าทายทางปัญญา ช่วยสร้าง cognitive reserve ซึ่งช่วยให้สมองสามารถทนต่อความเสียหายได้ดีขึ้น

มากไปกว่านั้น 2 สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่มช่วยลดความเสี่ยงของการเสื่อมถอยทางการรู้คิดและ การจัดการความเครียด ผ่านเทคนิคการผ่อนคลายความเครียดต่างๆ เช่น การฝึกสมาธิ การหายใจอย่างลึก หรือโยคะ ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดที่อาจส่งผลเสียต่อสมอง

และสิ่งสุดท้ายการพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะการนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยในกระบวนการกำจัดของเสียในสมอง รวมถึงโปรตีน amyloid-beta ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์

เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์?

หากคุณหรือคนที่คุณรักมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะหากอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็นตามวัย และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินที่เหมาะสม

การประเมินภาวะ MCI due to AD มักประกอบด้วย

    • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับอาการ ประวัติครอบครัว และการเปลี่ยนแปลงในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

    • การทดสอบทางการรู้คิด: เช่น self-pre-screen เช่น CogMate และ ทดสอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาด้วย MMSE (Mini-Mental State Examination) หรือ MoCA (Montreal Cognitive Assessment) เพื่อประเมินความจำ ความสนใจ ภาษา และความสามารถในการวางแผน

    • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เพื่อคัดกรองสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกัน เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคไทรอยด์ หรือการขาดวิตามิน B12

    • การตรวจภาพถ่ายสมอง: เช่น MRI เพื่อตรวจหาความผิดปกติในโครงสร้างหรือการทำงานของสมอง

    • การตรวจเลือดด้วย P-Tau 217 เพื่อ Confirm โปรตีนที่เป็นต้นต่อของโรคนี้

    • การตรวจวัดตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarkers): เช่น การตรวจวัดระดับโปรตีน amyloid-beta และ tau ในน้ำไขสันหลัง หรือการตรวจ PET scan พิเศษที่สามารถตรวจจับการสะสมของโปรตีนเหล่านี้ในสมอง

บทสรุป

    • โรคอัลไซเมอร์ไม่ได้เป็นเพียงโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่สามารถเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัยกลางคน โดยเฉพาะในรูปแบบของภาวะ MCI due to AD ซึ่งเป็น “Silent Killer” ที่แฝงตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความกดดันสูง

    • การตระหนักรู้ถึงอาการเตือนเบื้องต้น และการหาความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที เป็นกุญแจสำคัญในการชะลอการดำเนินของโรค และรักษาคุณภาพชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    • อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือความอายเป็นอุปสรรคในการแสวงหาความช่วยเหลือ เพราะยิ่งได้รับการวินิจฉัยและการรักษาเร็วเท่าไร โอกาสในการชะลอการดำเนินของโรคก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

เอกสารอ้างอิง

    1. Albert MS, DeKosky ST, Dickson D, et al. The diagnosis of mild cognitive impairment due to Alzheimer’s disease: recommendations from the National Institute on Aging-Alzheimer’s Association workgroups on diagnostic guidelines for Alzheimer’s disease. Alzheimers Dement. 2011;7(3):270-279. doi:10.1016/j.jalz.2011.03.008

    1. Petersen RC, Lopez O, Armstrong MJ, et al. Practice guideline update summary: Mild cognitive impairment: Report of the Guideline Development, Dissemination, and Implementation Subcommittee of the American Academy of Neurology. Neurology. 2018;90(3):126-135. doi:10.1212/WNL.0000000000004826

    1. Livingston G, Huntley J, Sommerlad A, et al. Dementia prevention, intervention, and care: 2020 report of the Lancet Commission. Lancet. 2020;396(10248):413-446. doi:10.1016/S0140-6736(20)30367-6

    1. Ngandu T, Lehtisalo J, Solomon A, et al. A 2 year multidomain intervention of diet, exercise, cognitive training, and vascular risk monitoring versus control to prevent cognitive decline in at-risk elderly people (FINGER): a randomised controlled trial. Lancet. 2015;385(9984):2255-2263. doi:10.1016/S0140-6736(15)60461-5

    1. Wimo A, Guerchet M, Ali GC, et al. The worldwide costs of dementia 2015 and comparisons with 2010. Alzheimers Dement. 2017;13(1):1-7. doi:10.1016/j.jalz.2016.07.150

    1. Sperling RA, Aisen PS, Beckett LA, et al. Toward defining the preclinical stages of Alzheimer’s disease: recommendations from the National Institute on Aging-Alzheimer’s Association workgroups on diagnostic guidelines for Alzheimer’s disease. Alzheimers Dement. 2011;7(3):280-292. doi:10.1016/j.jalz.2011.03.003

    1. Jack CR Jr, Bennett DA, Blennow K, et al. NIA-AA Research Framework: Toward a biological definition of Alzheimer’s disease. Alzheimers Dement. 2018;14(4):535-562. doi:10.1016/j.jalz.2018.02.018

    1. van der Flier WM, Scheltens P. Epidemiology and risk factors of dementia. J Neurol Neurosurg Psychiatry. 2005;76 Suppl 5:v2-v7. doi:10.1136/jnnp.2005.082867

    1. Vos SJB, Xiong C, Visser PJ, et al. Preclinical Alzheimer’s disease and its outcome: a longitudinal cohort study. Lancet Neurol. 2013;12(10):957-965. doi:10.1016/S1474-4422(13)70194-7

    1. Kivipelto M, Mangialasche F, Ngandu T. Lifestyle interventions to prevent cognitive impairment, dementia and Alzheimer disease. Nat Rev Neurol. 2018;14(11):653-666. doi:10.1038/s41582-018-0070-3

    1. Knight MJ, Lyrtzis E, Baune BT. The association of cognitive deficits with mental and physical Quality of Life in Major Depressive Disorder. Compr Psychiatry. 2020;97:152147. doi:10.1016/j.comppsych.2019.152147

  1. Barbe C, Jolly D, Morrone I, et al. Factors associated with quality of life in patients with Alzheimer’s disease. BMC Geriatr. 2018;18(1):159. doi:10.1186/s12877-018-0855-7

#อัลไซเมอร์ #สมองเสื่อม #ภัยเงียบในที่ทำงาน #GenX #GenY #40 #50 #Health #hhcThailand

บทความที่เกี่ยวข้อง