Predictive Genetic Screening: การคัดกรองความเสี่ยงทางพันธุกรรมล่วงหน้าด้วย AI

Health / Others

การปฏิวัติวงการการแพทย์เพื่อการป้องกันโรคก่อนเกิด

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังเปลี่ยนแปลงทุกมิติของชีวิต การแพทย์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น การคัดกรองความเสี่ยงทางพันธุกรรมล่วงหน้า (Predictive Genetic Screening) ผสานกับเทคโนโลยี AI กำลังสร้างการปฏิวัติครั้งใหม่ในวงการการแพทย์ ทำให้เราสามารถคาดการณ์และป้องกันโรคได้ก่อนที่จะเกิดขึ้น

องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ามีการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมเพื่อคาดการณ์โรคและการประยุกต์ใช้กับผู้บริโภคมากกว่า 30 ล้านครั้งทั่วโลกในปี 2025 โดยบริษัทมากกว่า 150 แห่งทั่วโลกเสนอบริการทดสอบทางพันธุกรรมเพื่อการวิเคราะห์สุขภาพ การวิเคราะห์สายเลือด และการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ตลาดการทดสอบทางพันธุกรรมเชิงพยากรณ์มีมูลค่า 6,443.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 20,171.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032

Predictive Genetic Screening คืออะไร

การคัดกรองความเสี่ยงทางพันธุกรรมล่วงหน้าคือกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมของบุคคลเพื่อประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหรือภาวะทางพันธุกรรมในอนาคต โดยการตรวจสอบการกลายพันธุ์ (Genetic Mutations) หรือรูปแบบทางพันธุกรรม (Genetic Variants) ที่เกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ เบาหวาน และโรคทางพันธุกรรมหายาก

เทคโนโลยีที่ใช้ในการคัดกรองประกอบด้วย Next-Generation Sequencing (NGS), Polymerase Chain Reaction (PCR) และ Microarray ซึ่งช่วยระบุรูปแบบทางพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับโรคหรือลักษณะทางพันธุกรรมที่สืบทอด ตามข้อมูลจาก National Human Genome Research Institute (NHGRI) ต้นทุนในการจัดลำดับดีเอ็นเอ (DNA Sequencing) ลดลงกว่า 99% นับตั้งแต่ปี 2003 ทำให้การตรวจทางพันธุกรรมแบบ Direct-to-Consumer (DTC) เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

AI กำลังปฏิวัติการคัดกรองทางพันธุกรรมอย่างไร

1. การวิเคราะห์ที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

AI สามารถลดเวลาการวิเคราะห์จีโนม (Genome) จากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง พร้อมทั้งลดต้นทุนลงถึง 50% นักวิจัยใช้ AI ระบุ DNA ส่วน “Junk DNA” ที่เชื่อมโยงกับเนื้องอกได้ถึง 1,200 องค์ประกอบในปี 2024 และระบบ AI สามารถทำนายแนวโน้มทางพันธุกรรมได้ความแม่นยำถึง 98%

2. การทำนายโรคจากการกลายพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาเครื่องมือ AI ที่ไม่เพียงแต่ระบุการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคได้ แต่ยังสามารถทำนายประเภทของโรคที่การกลายพันธุ์เหล่านั้นอาจก่อให้เกิดได้อีกด้วย เครื่องมือนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ฉบับเดือนธันวาคม 2024

เครื่องมือนี้ใช้เทคนิค Machine Learning ขั้นสูงในการเชื่อมโยงรูปแบบทางพันธุกรรมกับผลลัพธ์ทางฟีโนไทป์ที่คาดหวัง กล่าวคือ โรคหรือลักษณะที่การกลายพันธุ์อาจก่อให้เกิด ในการทดสอบโดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยจริงมักจะจัดอันดับตัวแปรที่ก่อให้เกิดโรคที่แท้จริงอยู่ในผู้สมัคร 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับปรุงการวินิจฉัยทางพันธุกรรม

3. การทำนายความเสี่ยงด้วย ML Penetrance Scores

นักวิจัยได้พัฒนาระบบ AI ที่สามารถทำนายโอกาสที่การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมจะก่อให้เกิดโรคจริงๆ โดยใช้ Machine Learning รวมกับเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์และผลการตรวจเลือดทั่วไป เช่น คอเลสเตอรอลหรือการทำงานของไต ระบบนี้สร้าง “ML Penetrance Scores” ที่จัดความเสี่ยงทางพันธุกรรมเป็นสเปกตรัมแทนการตอบแบบใช่/ไม่ใช่

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เดือนสิงหาคม 2024 พบว่า รูปแบบทางพันธุกรรมบางอย่างที่เคยคิดว่าเป็นอันตรายกลับมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อโรคในโลกจริง ขณะที่รูปแบบอื่นๆ ที่เคยถูกจัดว่า “ไม่แน่ชัด” กลับแสดงสัญญาณของโรคอย่างชัดเจน

4. การวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมหายาก

เครื่องมือที่พัฒนาโดยนักวิจัยจาก Texas Children’s Hospital และ Baylor College of Medicine บรรลุความแม่นยำ 98% และระบุผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยถึง 57% โดยเครื่องมือนี้ได้รับการฝึกฝนด้วยตัวอย่างคุณภาพสูงที่ได้รับการวินิจฉัยและคัดสรรโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Medical Genetics and Genomics (ABMGG) การศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร NEJM AI เมื่อเดือนเมษายน 2024

5. Polygenic Risk Scores ที่ปรับปรุงด้วย AI

Polygenic Risk Scores (PRS) คือการประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมโดยรวมผลของรูปแบบทางพันธุกรรมหลายตำแหน่งเข้าด้วยกัน การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน ScienceDirect เดือนมิถุนายน 2025 พบว่า AI-optimized PRS สามารถปรับปรุงความแม่นยำในการทำนายโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดีกว่าโมเดล PRS แบบเดิม โดยสามารถจัดกลุ่มผู้ป่วยและแนะนำกลยุทธ์การป้องกันแบบเฉพาะบุคคลได้ดีขึ้น

การศึกษาจาก UK Biobank แสดงให้เห็นว่า ML-driven PRS สามารถทำนายโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วยค่า Area Under Curve (AUC) ที่ 0.88 สำหรับผู้เข้าร่วมอายุ 40 ปีขึ้นไป และสำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป (Late-onset Alzheimer’s) PRS เป็นตัวทำนายที่สำคัญที่สุด

ประโยชน์ของการคัดกรองทางพันธุกรรมด้วย AI

  • การป้องกันโรคก่อนเกิด: สามารถระบุความเสี่ยงของโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ อัลไซเมอร์ และเบาหวานได้ล่วงหน้า AI ระบุยีน 80 ยีนที่เชื่อมโยงกับอัลไซเมอร์โดยใช้ AI
  • การรักษาแบบเฉพาะบุคคล: AI ช่วยในการระบุปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนและยา นำไปสู่การรักษาแบบ Precision Medicine ที่เหมาะกับแต่ละบุคคล
  • ประหยัดต้นทุน: NHGRI รายงานว่าต้นทุนการจัดลำดับจีโนมเฉลี่ยลดลงต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ทำให้โครงการจีโนมประชากรขนาดใหญ่สามารถดำเนินการได้
  • การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน: AI ช่วยในการคัดกรองทางพันธุกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ ลดภาระของโรคที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ผ่านการแทรกแซงเฉพาะเจาะจง
  • บูรณาการกับแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัล: รายงานทางพันธุกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถบูรณาการกับอุปกรณ์สวมใส่และเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการติดตามแบบเรียลไทม์
  • การพัฒนายา: AI เร่งการพัฒนา Precision Medicine โดยระบุปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนและยา นำไปสู่การรักษาแบบเฉพาะบุคคล

การประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน

ชาวอเมริกันมากกว่า 12 ล้านคนซื้อชุดทดสอบทางพันธุกรรม โดยอย่างน้อย 3 ล้านคนเลือกการทดสอบเพื่อประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมสำหรับภาวะต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม และความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

FDA ได้อนุมัติรายงานความเสี่ยงสุขภาพทางพันธุกรรมแบบ Direct-to-Consumer มากกว่า 25 รายการ ณ ปี 2025 สะท้อนถึงความมั่นใจของหน่วยงานกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นต่อการทดสอบที่ผู้บริโภคเริ่มต้นเอง ในระบบโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของสหรัฐมากกว่า 70% เสนอการคัดกรองทางพันธุกรรมเชิงพยากรณ์เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการแพทย์เฉพาะบุคคล

ความท้าทายและข้อควรระวัง

  • ความลำเอียงของอัลกอริทึม (Algorithmic Bias): โมเดล AI ที่ฝึกฝนจากชุดข้อมูลที่จำกัดอาจให้การทำนายที่ไม่แม่นยำสำหรับประชากรที่หลากหลาย การศึกษาทางพันธุกรรมที่ใช้ AI ประมาณ 90% เน้นที่ชาวยุโรป จำกัดการใช้งานทั่วโลก
  • ความไม่แน่นอนทางคลินิก: AI ระบุรูปแบบทางพันธุกรรม แต่ไม่ใช่การกลายพันธุ์ทั้งหมดที่จะนำไปสู่โรค ทำให้เกิดการตีความผิดได้ ประมาณ 40% ของเครื่องหมายทางพันธุกรรมสำหรับอัลไซเมอร์ยังอยู่ระหว่างการวิจัย
  • ช่องว่างด้านกฎระเบียบ: AI ในด้านพันธุกรรมขาดกฎระเบียบที่เข้มงวดภายใต้กฎหมาย ทำให้เกิดการใช้ข้อมูลที่ไม่มีการตรวจสอบ
  • ความเป็นส่วนตัว: ข้อมูลทางพันธุกรรมเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและต้องการการคุ้มครองสูงสุด
  • ความเข้าใจผิด: ประชาชนอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของผลการทดสอบ ซึ่งอาจนำไปสู่ความกังวลที่ไม่จำเป็น

แนวทางแก้ไขและอนาคต

เพื่อแก้ไขความท้าทายเหล่านี้ รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อป้องกันการละเมิดและการใช้ในทางที่ผิด เช่น GDPR ของสหภาพยุโรปกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนสำหรับการประมวลผลข้อมูลทางพันธุกรรม

การขยายชุดข้อมูลทางพันธุกรรมให้ครอบคลุมประชากรที่หลากหลายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าการทำนายนั้นยุติธรรมและแม่นยำ ทีมวิจัยจาก Mount Sinai กำลังขยายโมเดลเพื่อรวมโรคเพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่หลากหลาย และประชากรที่หลากหลายมากขึ้น

การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน ScienceDirect เดือนธันวาคม 2025 เน้นถึง Federated Learning (FL) เป็นวิธีการแบ่งปันข้อมูลที่รักษาความเป็นส่วนตัวระหว่างสถาบันต่างๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาโมเดล AI ที่ดีขึ้นโดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

สรุป

การคัดกรองความเสี่ยงทางพันธุกรรมล่วงหน้าด้วย AI กำลังเปลี่ยนแปลงการดูแลสุขภาพจากการรักษาแบบตอบสนองเป็นการป้องกันเชิงรุก โดยปี 2025 ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกกำลังใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางพันธุกรรมของตนเองเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และการวางแผนครอบครัวอย่างมีข้อมูล

แม้จะยังมีความท้าทายในด้านความเป็นส่วนตัว ความลำเอียง และกฎระเบียบ แต่ศักยภาพของ AI ในการปรับปรุงความแม่นยำของการวินิจฉัย การลดต้นทุน และการทำให้การดูแลสุขภาพเป็นแบบส่วนตัวนั้นชัดเจน การบูรณาการระหว่างความต้องการของผู้บริโภค การรวมเข้ากับระบบการดูแลสุขภาพ และกรอบการกำกับดูแลจะเป็นตัวกำหนดความได้เปรียบทางการแข่งขันในปีต่อๆ ไป

อนาคตของการแพทย์อยู่ที่การทำนายและป้องกัน ไม่ใช่แค่การรักษา และ AI กับการคัดกรองทางพันธุกรรมกำลังนำเราไปสู่อนาคตนั้น

เอกสารอ้างอิง

1. Stein, D., Kars, M.E., Milisavljevic, B., et al. (2024). Expanding the utility of variant effect predictions with phenotype-specific models. Nature Communications, 15(10644). doi:10.1038/s41467-025-66607-w

2. Forrest, I.S., Vy, H.M.T., Rocheleau, G., et al. (2024). Machine learning–based penetrance of genetic variants. Science, 389(6763). doi:10.1126/science.adm7066

3. Liu, Z., Mao, D., Liu, C., et al. (2024). AI-MARRVEL: A new AI tool to diagnose genetic disorders. NEJM AI. Texas Children’s Hospital and Baylor College of Medicine.

4. Vilhekar, K.Y., et al. (2024). Artificial Intelligence in Genetics. Cureus, 16(1). PMC10856672

5. Bridging Genomics to Cardiology Clinical Practice: Artificial Intelligence in Optimizing Polygenic Risk Scores. (2025). JACC: Advances. doi:10.1016/j.jacadv.2025.101759

6. Gunter, N., Gebre, R., Graff-Radford, J., et al. (2024). Machine Learning Models of Polygenic Risk for Enhanced Prediction of Alzheimer Disease Endophenotypes. Neurology Genetics, 10(1). doi:10.1212/NXG.0000000000200120

7. Siddiqui, V., Barsky, C.L. (2023). Noninvasive genetic screening: current advances in artificial intelligence for embryo ploidy prediction. Fertility and Sterility, 120(1). doi:10.1016/j.fertnstert.2023.04.020

8. Global Growth Insights. (2025). Top 34: Predictive Genetic Testing and Consumer Genomics Companies in the World. Market Analysis Report.

9. Insights on India. (2025). AI-Driven Genetic Testing: Revolutionizing Genomic Research and Precision Medicine. Retrieved from https://www.insightsonindia.com

10. World Health Organization. (2025). Global Genetic Testing Statistics. WHO Health Report.

11. National Human Genome Research Institute. (2025). DNA Sequencing Costs: Data from the NHGRI Genome Sequencing Program. Retrieved from https://www.genome.gov

12. Centers for Disease Control and Prevention. (2025). Genetic Testing and Public Health. CDC Report on Consumer Genomics.

บทความที่เกี่ยวข้อง