ฟ้อน: จังหวะนาฏศิลป์ที่ฟื้นฟูสุขภาพ และสร้างชุมชนแห่งความสุข

Uncategorized

ในยุคที่สังคมเผชิญกับความเครียด ความโดดเดี่ยว และการสูญเสียการเชื่อมโยงกับรากเหง้าทางวัฒนธรรม ศิลปะการฟ้อนรำล้านนากลับกลายเป็นพลังอันทรงประสิทธิภาพที่นำมาซึ่ง “Creative Wellness and Diversity living” หรือพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ การทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชนที่ช่วยให้ผู้คนมีจิตใจแข็งแรง ผ่านการเคลื่อนไหว ดนตรี และการสร้างสรรค์ร่วมกัน

เครือข่าย “ฮักฟ้อน” ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 โดยคุณฉัตรรดา สุทธิมา (คุณครูนก) ได้พิสูจน์แล้วว่าการฟ้อนรำไม่ใช่เพียงศิลปะการแสดง แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ การสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน และการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม จากการเดินทางของผู้ก่อตั้งที่จบวิทยาศาสตร์และทำงานด้านธุรกิจในกรุงเทพฯ กลับมาค้นพบความงามของการฟ้อนรำล้านนา จนนำไปสู่การสร้างเครือข่ายที่มีสมาชิก 421 คน กระจายเป็น 21 เครือข่าย และได้รับการรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์

การฟ้อนรำล้านนา เป็นการฝึกสมาธิรูปแบบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในท่วงท่าที่ละเมียดละไม ทุกท่าทางต้องการสมาธิจดจ่อ ต้องรู้สึกถึงปลายนิ้ว ทิศทางของมือ การหมุนตัว และการทรงตัว ในขณะที่ดนตรีพื้นบ้านไหลเวียนรอบตัว

เมื่อผู้เรียนจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ก็เหมือนกับการทำสมาธิแบบ Mindfulness ที่ช่วยลดความเครียด สร้างความสงบภายในจิตใจ และเพิ่มความตระหนักรู้ในตนเอง

สมาชิกหลายคนเข้ามาด้วยความต้องการใช้เวลาว่างเพื่อผ่อนคลาย แต่กลับได้รับมากกว่านั้น พวกเขาพบว่าการฟ้อนช่วยให้จิตใจสงบ ลดความวิตกกังวล และสร้างความมั่นใจในตนเอง

ประโยชน์ต่อสุขภาพกายของการฟ้อนรำไม่ใช่เรื่องที่คาดเดาเอา แต่มีหลักฐานชัดเจนจากประสบการณ์ของสมาชิก ดังที่คุณครูนกเล่าว่า “สมาชิกหลายคนที่มาฟ้อนเป็นผู้สูงอายุ เมื่อไปตรวจสุขภาพ สุขภาพดีขึ้นมาก จนนักกายภาพสงสัยว่า ‘ไปทำอะไรมา จากเดิมที่ไม่สามารถยืนขาเดียวได้ ไม่สามารถหมุนตัวได้’

การฟ้อนรำช่วยพัฒนาหลายด้าน:

  • การทรงตัวและความยืดหยุ่น – ท่าฟ้อนที่ต้องยืนขาเดียว หมุนตัว และโยกตัวอย่างนุ่มนวล ช่วยพัฒนาการทรงตัวและความยืดหยุ่นของร่างกาย ลดความเสี่ยงในการล้ม
  • การประสานสัมพันธ์ของมือและสายตา – การใช้เล็บที่ต้องควบคุมทิศทางและรูปแบบของมืออย่างละเอียด ช่วยพัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและสายตา รวมถึงกล้ามเนื้อมัดเล็ก
  • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ – การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยเฉพาะขาและแกนกลางลำตัว
  • สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด – การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเบาๆ ที่สนุกสนานและไม่หนักเกินไป เหมาะสำหรับทุกวัย

จากผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด ฮักฟ้อนจึงได้ร่วมมือกับศูนย์ส่งเสริมพฤฒพลังผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนาโปรแกรมฟ้อนรำเพื่อสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยนำท่าฟ้อนมาวิเคราะห์ว่าท่าไหนช่วยพัฒนากล้ามเนื้อส่วนไหน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวใจสำคัญของฮักฟ้อนไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบของท่าฟ้อน แต่อยู่ที่การสร้างชุมชนที่อบอุ่นและมีความสุข คุณครูนกเน้นเสมอว่า “ไม่ต้องเป็นฟ้อนสวยที่สุด แต่ขอให้มีความสุขที่สุดในการฟ้อน” และ “ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน ให้มีใจรักเท่านั้น”

ด้วยปรัชญานี้ ฮักฟ้อนจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ 70-80 ปี ที่ยังฟ้อนได้อย่างสวยงาม หรือเด็กเล็กที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ สมาชิกจาก 21 เครือข่ายจะมาร่วมซ้อมกันทุกวันเสาร์ แบ่งปันความรู้ ความสนุก และแรงบันดาลใจ

สมาชิกของฮักฟ้อนมาจากหลากหลายอาชีพ มีทั้งผู้เกษียณอายุราชการ ธุรกิจส่วนตัว พนักงานบริษัท และแม่บ้าน ทุกคนมาด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางคนต้องการออกกำลังกาย บางคนต้องการหาเพื่อนใหม่ บางคนต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม แต่พวกเขากลับได้พบชุมชนที่อบอุ่นและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน

การให้และการรับเป็นหัวใจของชุมชนฮักฟ้อน ผู้ที่เรียนรู้จนมีความมั่นใจก็จะกลับไปสอนคนอื่นต่อ เกิดเป็นวงจรของการส่งต่อความรู้และความสุข กิจกรรมต่างๆ ของฮักฟ้อนจึงไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพราะเชื่อว่าศิลปะและความสุขควรเข้าถึงได้ทุกคน การออกไปแสดงในงานต่างๆ หรือการสอนนักท่องเที่ยว ก็เป็นการส่งต่อความสุขสู่สังคมที่กว้างขึ้น

นิยามที่สมาชิกให้กับฮักฟ้อนคือ “สังคมอุดมความสุข” – สถานที่ที่ทุกคนที่เข้ามาจะมีความสุข ไม่ว่าจะมาในฐานะผู้เรียนรู้ ผู้สอน หรือผู้ชม และความสุขนั้นจะแพร่กระจายออกไปสู่ครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชนที่กว้างขึ้น

การฟ้อนรำล้านนาไม่ใช่เพียงกิจกรรมสันทนาการ แต่เป็นการเชื่อมโยงกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ฮักฟ้อนยึดมั่นในมรดกการฟ้อนรำที่สืบทอดมาจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมี แต่ในขณะเดียวกันก็ปรับให้เข้ากับยุคสมัย สร้างสรรค์ท่าฟ้อนใหม่ๆ ที่เรียกว่า “ล้านนาร่วมสมัย” จนสามารถจดลิขสิทธิ์ได้ถึง 5 ชุด

หนึ่งในความภาคภูมิใจคือชุดฟ้อน “สัญญากาสะลอง” ที่กลายเป็นชุดฟ้อนประจำของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่ เพราะดอกกาสะลองเป็นดอกไม้ประจำวิทยาลัย ทุกครั้งที่ไปสอนนักศึกษาและเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง นักศึกษาจะน้ำตาซึม เพราะรู้สึกว่าได้เพลงและท่าฟ้อนที่เป็นของตัวเอง

การสอนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่วัดพระสิงห์ วัดโลกโมลี และตลาดจริงใจ ทำให้ฮักฟ้อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวไม่ได้แค่ดูการแสดง แต่ได้ลงมือทำจริง ได้สวมเล็บ ได้ถือขันดอก ทำให้พวกเขาเข้าใจและชื่นชมวัฒนธรรมล้านนามากขึ้น

โครงการ “ฮักฟ้อนสอนน้อง” ที่มุ่งถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนรำให้กับเยาวชน โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ขาดแคลนบุคลากรด้านศิลปะ เป็นการปลูกฝังความรักและความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมล้านนาตั้งแต่เยาว์วัย คุณครูนกมีความฝันที่จะให้ผู้สูงอายุในเครือข่ายไปสอนเด็กๆ ในช่วงปิดเทอม “เหมือนคุณยายสอนหลาน” เพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างรุ่นสู่รุ่น

การได้รับการรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ และเครือข่ายวัฒนธรรมระดับจังหวัด แสดงให้เห็นว่าสังคมรับรู้และเห็นคุณค่าของงานที่ฮักฟ้อนทำ ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เป็นการพัฒนาและต่อยอดให้มีชีวิต เข้าถึงได้ และสร้างประโยชน์ต่อสังคม

การเดินทางของฮักฟ้อนจากความหลงใหลส่วนตัวของผู้ก่อตั้งคนหนึ่ง กลายเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกกว่า 400 คน และส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนนับพันๆ คน ผ่านการสอน การแสดง และการบริการสังคม แสดงให้เห็นถึงพลังของ Creative Wellness ที่แท้จริง

ฟ้อนรำล้านนาเป็นมากกว่าการออกกำลังกาย มากกว่าการแสดง มากกว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรม มันคือการบำบัด การสร้างวินัย การเชื่อมโยงหัวใจ และการค้นพบความหมายในชีวิต ในทุกท่วงท่า ทุกจังหวะ มีการฝึกสมาธิ (Mind) การดูแลร่างกาย (Body) การสร้างความสัมพันธ์ (Social) และการเชื่อมโยงกับรากเหง้า (Identity)

วิสัยทัศน์ของคุณครูนกที่ว่า “อยากให้การฟ้อนของเชียงใหม่เราเป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์พาวเวอร์ล้านนา” กำลังค่อยๆ เป็นจริง เมื่อนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาสัมผัสและประทับใจ เมื่อผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีขึ้น เมื่อเยาวชนภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง และเมื่อชุมชนมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแบ่งปันความสุข

ดังคำกล่าวของคุณครูนกที่ว่า “ที่นี่ทุกก้าวคือการเติบโต และทุกจังหวะคือชีวิตที่มีความหมาย” ฮักฟ้อนจึงไม่ใช่เพียงองค์กรที่รวมตัวกันฟ้อนรำ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเปลี่ยนแปลง การเยียวยา และการสร้างสรรค์ชีวิตที่มีความสุขและมีคุณค่า ผ่านศิลปะที่สืบทอดมากว่า 100 ปี แต่ยังคงมีชีวิตและความหมายในยุคปัจจุบัน

“เรียนรู้ สืบสาน สร้างสุข สู่สังคม” – วัตถุประสงค์ของฮักฟ้อน

“ฮักฟ้อน สังคมอุดมความสุข” – นิยามจากสมาชิก

บทความที่เกี่ยวข้อง