Personalized Microbiome Therapy: นวัตกรรมการรักษาแบบเฉพาะบุคคลโดยใช้จุลินทรีย์ในร่างกาย

Digestive / Health

ในร่างกายของเราอาศัยจุลินทรีย์มากกว่า 100 ล้านล้านตัว โดยส่วนใหญ่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร จุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพมากกว่าที่เราคิด ตั้งแต่การย่อยอาหาร การสร้างภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการส่งผลต่อสภาวะจิตใจและอารมณ์ของเรา เมื่อสมดุลของจุลินทรีย์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงหรือเกิดภาวะที่เรียกว่า “ไดสไบโอซิส” (Dysbiosis) ก็อาจนำไปสู่โรคต่างๆ ได้มากมาย

ในปี 2024-2025 การรักษาโดยใช้จุลินทรีย์แบบเฉพาะบุคคลหรือ “Personalized Microbiome Therapy” กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการแพทย์สมัยใหม่ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ทำให้เราสามารถวิเคราะห์และออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ

การปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ หรือ Fecal Microbiota Transplantation (FMT) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในการรักษาการติดเชื้อ Clostridioides difficile ที่กลับเป็นซ้ำ ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงรุนแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้

จากข้อมูลการศึกษาในปี 2024 พบว่า FMT มีอัตราความสำเร็จในการรักษาประมาณ 70-90% โดยผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาสามารถหายจากอาการได้อย่างรวดเร็ว และไม่กลับเป็นซ้ำในระยะยาว การศึกษาระยะยาวแสดงให้เห็นว่าความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและคงอยู่ได้นานถึง 24 เดือนหลังการรักษา

ในเดือนพฤศจิกายน 2022 องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้อนุมัติผลิตภัณฑ์ FMT เชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผลิตจากอุจจาระของผู้บริจาคที่มีสุขภาพดี โดยมีการคัดกรองและตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่ละโดสมีการรับรองความเข้มข้นขั้นต่ำของแบคทีเรียบางชนิด เช่น Bacteroides ที่ช่วยต้านทานการเจริญเติบโตของ C. difficile

นอกจากการรักษาการติดเชื้อในลำไส้แล้ว FMT และการบำบัดด้วยจุลินทรีย์แบบเฉพาะบุคคลยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการรักษาโรคอื่นๆ อีกมากมาย

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)

FMT มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis) ที่มีอาการระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แม้ว่าจะยังมีคำถามเกี่ยวกับวิธีการเตรียมอุจจาระ เส้นทางการให้ ความถี่ในการรักษา และลักษณะของผู้บริจาคและผู้รับที่เหมาะสมที่สุด

โรคเกี่ยวกับการเผาผลาญ (Metabolic Syndrome)

การศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะ metabolic syndrome พบว่าการปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากผู้บริจาคที่ผอมสามารถเพิ่มความไวต่ออินซูลินในผู้ป่วยได้ แม้ว่าผลการรักษาจะยังแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่การศึกษานี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้จุลินทรีย์เพื่อปรับปรุงสุขภาพด้านการเผาผลาญ

การรักษามะเร็ง

ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือการศึกษาในปี 2024-2025 แสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งด้วยวิธี immunotherapy โดยเฉพาะการรักษาด้วย immune checkpoint inhibitors

จุลินทรีย์บางชนิดเช่น Bifidobacterium และ Bacteroides fragilis ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ในขณะที่จุลินทรีย์บางชนิดอาจลดประสิทธิภาพได้ การศึกษาระหว่างปี 2020-2021 แสดงให้เห็นว่า FMT สามารถเพิ่มการตอบสนองต่อ immune checkpoint inhibitors และปรับปรุงประสิทธิภาพของเซลล์ CAR-T ในการรักษามะเร็งได้

นอกจากนี้ยังพบว่าจุลินทรีย์บางชนิดในเนื้อเยื่อมะเร็ง (tumor-associated microbiota) สามารถส่งผลต่อการอักเสบ การแทรกซึมของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และการตายของเซลล์มะเร็งจากยา ทำให้การปรับเปลี่ยนจุลินทรีย์กลายเป็นกลยุทธ์ที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษามะเร็ง

ความก้าวหน้าที่สำคัญของการรักษาด้วยจุลินทรีย์แบบเฉพาะบุคคลคือการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้สามารถ:

1. วิเคราะห์ข้อมูลจุลินทรีย์ที่ซับซ้อน เทคโนโลยี multi-omics ที่รวมข้อมูลจาก metagenomics, metabolomics และข้อมูลอื่นๆ ช่วยให้เข้าใจองค์ประกอบและหน้าที่ของจุลินทรีย์ในลำไส้อย่างครอบคลุม ระบบ AI สามารถค้นหารูปแบบที่ซับซ้อนและความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กับสุขภาพของเราที่มนุษย์อาจมองไม่เห็น

2. ทำนายผลการรักษา แพลตฟอร์ม AI เช่น iProbiotics สามารถช่วยในการคัดกรองโพรไบโอติกอย่างรวดเร็ว และทำนายว่าผู้ป่วยคนใดจะตอบสนองต่อการรักษาแบบใดได้ดีที่สุด การศึกษาในปี 2024 พบว่าแบบจำลอง machine learning สามารถทำนายองค์ประกอบของจุลินทรีย์หลัง FMT และผลลัพธ์ทางคลินิกได้อย่างแม่นยำ

3. ค้นหา Biomarkers AI ช่วยในการระบุตัวชี้วัดทางชีวภาพที่สามารถใช้ในการวินิจัยโรค ติดตามการรักษา และพยากรณ์โรคได้ เช่น การศึกษาในปี 2024 ใช้ AI ในการค้นหาจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และพบว่า Fusobacterium nucleatum และ Parvimonas micra มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค

4. ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล การวิเคราะห์ข้อมูลจุลินทรีย์ร่วมกับข้อมูลทางพันธุกรรม ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลการตอบสนองต่อการรักษา ช่วยให้สามารถออกแบบการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลได้ เช่น การเลือกโพรไบโอติกหรือ prebiotics ที่เหมาะสมกับจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในร่างกาย

แม้ว่า Personalized Microbiome Therapy จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ:

ความแตกต่างระหว่างบุคคล จุลินทรีย์ในลำไส้ของแต่ละคนมีความแตกต่างกันมากตามพันธุกรรม อาหาร สภาพแวดล้อม และการใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้การพัฒนาการรักษาที่ใช้ได้กับทุกคนเป็นเรื่องยาก การศึกษาในปี 2024 พบว่าแม้ FMT จะเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ แต่ในบางโรคเช่น Irritable Bowel Syndrome ผลการรักษาก็ยังไม่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์เสมอไป

ความปลอดภัย แม้ว่า FMT จะค่อนข้างปลอดภัยโดยทั่วไป โดยมีผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือแค่ท้องอืดและถ่ายเหลวในวันแรก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ที่ไม่พึงประสงค์ จึงจำเป็นต้องมีการคัดกรองผู้บริจาคอย่างเข้มงวด

การมาตรฐาน ยังขาดมาตรฐานที่ชัดเจนในการเตรียมอุจจาระ วิธีการให้ ปริมาณที่เหมาะสม และความถี่ในการรักษา การพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษา

ต้นทุน การวิเคราะห์จุลินทรีย์อย่างละเอียดและการออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลยังมีต้นทุนสูง การพัฒนาเทคโนโลยีที่ประหยัดและเข้าถึงได้ง่ายจะช่วยให้ผู้ป่วยมากขึ้นสามารถเข้าถึงการรักษาได้

นักวิจัยกำลังมุ่งไปสู่การพัฒนา “ชุมชนจุลินทรีย์สังเคราะห์” (synthetic microbial communities) ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ที่ต้องการ แทนการใช้ FMT ที่เป็น “สูตรผสม” ของจุลินทรีย์ทั้งหมด วิธีนี้จะช่วยให้ควบคุมและคาดการณ์ผลการรักษาได้ดีขึ้น

การผสมผสานระหว่างการรักษาด้วยจุลินทรีย์กับการรักษาแบบดั้งเดิมก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ เช่น การใช้ยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วย IBD ก่อน แล้วจึงใช้ FMT เพื่อรักษาสภาวะดีของลำไส้ อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้แต่ละวิธีแยกกัน

การวิจัย “Precision Nutrition” ที่ผสานกับข้อมูลจุลินทรีย์จะช่วยออกแบบอาหารเฉพาะบุคคลที่เหมาะสมกับจุลินทรีย์ในลำไส้ เพื่อปรับปรุงสุขภาพและป้องกันโรค การศึกษาในปี 2024-2025 แสดงให้เห็นว่าอาหาร prebiotics เช่น inulin, galacto-oligosaccharides และ polyphenols สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น Akkermansia muciniphila ได้

นอกจากนี้ เทคโนโลยี smart capsule ที่สามารถเก็บตัวอย่างตามจุดต่างๆ ในลำไส้ กำลังถูกพัฒนา ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจจุลินทรีย์ในแต่ละบริเวณของทางเดินอาหารได้ดีขึ้น และออกแบบการรักษาที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น

Personalized Microbiome Therapy เป็นนวัตกรรมที่กำลังปฏิวัติวงการแพทย์ จากความสำเร็จในการรักษาการติดเชื้อในลำไส้ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในโรคต่างๆ ตั้งแต่โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคเกี่ยวกับการเผาผลาญ ไปจนถึงมะเร็ง การบำบัดด้วยจุลินทรีย์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาโรคในอนาคต

การผสมผสานระหว่างความเข้าใจเกี่ยวกับจุลินทรีย์ เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และปัญญาประดิษฐ์ กำลังเปิดประตูสู่ยุคของการแพทย์เฉพาะบุคคลที่แท้จริง ที่ซึ่งการรักษาถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับแต่ละคนตามลักษณะเฉพาะของจุลินทรีย์ในร่างกาย

แม้ว่ายังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ แต่ด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจเห็นการใช้จุลินทรีย์เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน วินิจัย และรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น


แหล่งอ้างอิง

  1. Lynch LE, et al. Present and future of microbiome-targeting therapeutics. Journal of Clinical Investigation. 2025;135(11):e184323. doi: 10.1172/JCI184323
  2. Gut microbiota shapes cancer immunotherapy responses. npj Biofilms and Microbiomes. July 25, 2025. https://www.nature.com/articles/s41522-025-00786-8
  3. Allegretti JR, Khanna S, Mullish BH, Feuerstadt P. The progression of microbiome therapeutics for the management of gastrointestinal diseases and beyond. Gastroenterology. 2024;167:885–902.
  4. Pitashny M, Kesten I, Shlon D, et al. The Future of Microbiome Therapeutics. Drugs. 2025;85:117–125. doi: 10.1007/s40265-024-02107-3
  5. Shreshtha R, Prudencio CR. Personalized Microbiome-Based Therapies for the Treatment and Management of Metabolic Syndrome. In: Gut Health and Metabolic Syndrome. Springer, Singapore. 2025. doi: 10.1007/978-981-96-6246-3_14
  6. Frontiers in Microbiology. The human microbiome in clinical translation: from bench to bedside. September 3, 2025. https://www.frontiersin.org/journals/microbiology/articles/10.3389/fmicb.2025.1632435/full
  7. Microbiome-Driven Therapeutics: From Gut Health to Precision Medicine. International Journal of Molecular Sciences. January 15, 2025. https://www.mdpi.com/2624-5647/7/1/7
  8. Fecal microbiota transplantation: Current evidence and future directions. Cleveland Clinic Journal of Medicine. July 1, 2025. https://www.ccjm.org/content/92/7/421
  9. Fecal Microbiota Transplants (FMT): Past, Present and Future. ASM.org. February 9, 2024. https://asm.org/Articles/2024/February/Fecal-Microbiota-Transplants-Past-Present-Future
  10. Wu J, Singleton SS, Bhuiyan U, Krammer L, Mazumder R. Multi-omics approaches to studying gastrointestinal microbiome in the context of precision medicine and machine learning. Frontiers in Molecular Biosciences. 2024;10:1337373.
  11. Dakal TC, Xu C, Kumar A. Advanced computational tools, artificial intelligence and machine-learning approaches in gut microbiome and biomarker identification. Frontiers in Medical Technology. October 16, 2024. https://www.frontiersin.org/journals/medical-technology/articles/10.3389/fmedt.2024.1434799/full
  12. Smart Microbiomes: How AI Is Revolutionizing Personalized Medicine. International Journal of Molecular Sciences. August 31, 2025. https://www.mdpi.com/2306-5354/12/9/944
  13. Precision Microbiome: A New Era of Targeted Therapy with Core Probiotics. PMC Article. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11938712/
  14. Fecal microbiota transplantation: current challenges and future landscapes. Clinical Microbiology Reviews. https://journals.asm.org/doi/10.1128/cmr.00060-22
  15. Microbiome 2.0: lessons from the 2024 Gut Microbiota for Health World Summit. PMC Article. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11404604/

บทความที่เกี่ยวข้อง