
มีคำถามหนึ่งที่บริษัทยาส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึงในที่สาธารณะ เมื่อยาตัวหนึ่งพัฒนาขึ้นมาได้สำเร็จ และพิสูจน์แล้วว่ามันช่วยชีวิตหรือชะลอความเสื่อมของโรคได้จริง ใครควรได้รับยานั้น
คำตอบที่ฟังดูชัดเจนคือ “คนที่ต้องการมัน” แต่ในความเป็นจริง คำตอบที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพทั่วโลกมักกลายเป็น “คนที่จ่ายได้” หรือ “คนที่อยู่ในประเทศที่ระบบประกันสุขภาพครอบคลุมถึง”
ความแตกต่างระหว่างสองคำตอบนี้ คือช่องว่างที่เอไซพยายามทำให้แคบลงมาตลอด
เมื่อภารกิจขัดแย้งกับผลประกอบการ
ในปี 2548 เอไซได้บรรจุวัตถุประสงค์ขององค์กรลงในกฎบัตรบริษัทอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ภารกิจหลักของเอไซคือ “การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ” และ “การบรรเทาความกังวลเรื่องสุขภาพ” ของผู้คนทั่วโลก
สิ่งที่น่าสังเกตคือ กฎบัตรฉบับนี้ยังระบุลำดับความสำคัญอย่างชัดเจนว่า ภารกิจต้องมาก่อน ผลลัพธ์ทางการเงินจะตามมาในภายหลัง ไม่ใช่กลับกัน ในภาษาของนักธุรกิจ ลำดับความสำคัญนี้ฟังดูเสี่ยง เพราะมันหมายความว่าในบางสถานการณ์ เอไซอาจต้องเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องทางภารกิจ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ทางเลือกที่ maximize กำไรในระยะสั้น
และเอไซก็เลือกทำเช่นนั้นจริงๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยาที่คิดราคาต่ำกว่าที่ควรได้รับ
ในช่วงปีที่ผ่านมา วงการสุขภาพสมองและภาวะสมองเสื่อมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อยากลุ่ม monoclonal antibody ตัวใหม่สำหรับการรักษาภาวะ Alzheimer’s ระยะเริ่มต้นได้รับการพัฒนาและผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาในหลายประเทศ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่มีตัวเลือกการรักษาที่มุ่งเป้าไปยังกลไกต้นตอของโรค ไม่ใช่แค่การบรรเทาอาการ
คำถามที่ตามมาทันทีคือ จะตั้งราคายานี้เท่าไร
ตามหลักเศรษฐศาสตร์สุขภาพ คุณค่าทางสังคมของยาตัวหนึ่งสามารถคำนวณได้จากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ จำนวนปีสุขภาวะที่ผู้ป่วยจะได้รับเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยที่ลดลง ภาระของครอบครัวและผู้ดูแลที่บรรเทาลง และผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขในภาพรวม
เมื่อคำนวณปัจจัยเหล่านี้เข้าด้วยกัน คุณค่าทางสังคมที่ได้จากยากลุ่มนี้สูงกว่าราคาที่เอไซเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ
เอไซอธิบายการตัดสินใจนี้อย่างตรงไปตรงมาในรายงาน Value Creation Report 2025 ว่า การตั้งราคาต่ำกว่าคุณค่าทางสังคมเป็นการเลือกอย่างจงใจ เพื่อให้ผู้ป่วยในวงกว้างสามารถเข้าถึงการรักษาได้ ลดภาระทางการเงินของระบบสุขภาพ และสะท้อนความเชื่อขององค์กรที่ว่าผลกำไรควรเป็นผลลัพธ์จากการทำภารกิจให้สำเร็จ ไม่ใช่จุดหมายในตัวเอง
หลักการเดียวกัน แต่ในมิติที่โลกมักลืม
Equity หรือความเท่าเทียมในการเข้าถึงสุขภาพของเอไซไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศที่มีระบบสุขภาพพัฒนาแล้ว
นับตั้งแต่ปี 2556 เอไซได้จัดส่งยารักษาโรคเท้าช้างหรือ lymphatic filariasis ให้กับประเทศที่ยังต่อสู้กับโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จนถึงปัจจุบันยาเหล่านั้นถูกส่งออกไปแล้วกว่า 2,520 ล้านเม็ด ครอบคลุม 32 ประเทศทั่วโลก
โรคเท้าช้างไม่ได้เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์กระแสหลัก และผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจซื้อที่จะจ่ายค่ายาได้ แต่เอไซเลือกที่จะทำ เพราะมองว่านั่นคือส่วนหนึ่งของภารกิจ ไม่ใช่ CSR ที่ต้องทำเพื่อภาพลักษณ์
ทั้งสองกรณีนี้มีรากเดียวกัน นั่นคือความเชื่อว่ายาที่ดีและการรักษาที่มีประสิทธิภาพไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของคนบางกลุ่ม แต่ควรเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนที่ต้องการมัน

ช่องว่างที่ผู้สูงอายุไทยกำลังเผชิญอยู่
ในประเทศไทย ปัญหาการเข้าถึงการวินิจฉัยและดูแลสุขภาพสมองยังคงเป็นความท้าทายที่ใหญ่มาก
จากข้อมูลของกรมการแพทย์ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะความจำและการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment หรือ MCI) จำนวนมาก และแนวโน้มยังคงเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มตัว
แต่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพสมองเลยตลอดชีวิต ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งการขาดความรู้ว่า MCI คืออะไรและต่างจากความแก่ชราตามธรรมชาติอย่างไร ความเชื่อว่าอาการหลงลืมเป็นเรื่องปกติของวัย ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการตรวจและรักษา และการขาดการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสมองในพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่
ช่องว่างเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความไม่ใส่ใจ แต่เป็นโครงสร้างระบบที่ทำให้การรู้ตัวเร็วเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนไทยจำนวนมาก และการรู้ตัวช้า หมายถึงโอกาสในการดูแลและชะลอการเสื่อมถอยที่ลดลงไปอย่างไม่อาจเรียกคืน
เดินมาหา แทนที่จะรอให้มา
เอไซตอบสนองต่อช่องว่างนี้ด้วยแนวทางที่ตั้งใจให้แตกต่างจากวิธีที่ระบบสุขภาพทั่วไปทำ
แทนที่จะรอให้ผู้สูงอายุรู้สึกตัวว่ามีปัญหาแล้วค่อยเดินเข้ามาหาระบบ เอไซเลือกที่จะออกแบบเครื่องมือและช่องทางที่นำการตรวจคัดกรองไปหาผู้คนในชีวิตประจำวันของพวกเขา
UnderstandMCI.com คือหนึ่งในความพยายามนั้น เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลความรู้เรื่อง MCI อย่างครอบคลุมและเข้าใจได้ง่าย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ทั้งผู้สูงอายุและครอบครัวสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจได้โดยไม่ต้องรอนัดหมายกับผู้เชี่ยวชาญก่อน
CogMate เครื่องมือประเมินสุขภาพสมองในรูปแบบดิจิทัล ถูกออกแบบมาให้การตรวจคัดกรองเบื้องต้นเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ทางการแพทย์ ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล และไม่มีค่าใช้จ่ายที่เป็นอุปสรรค
ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ แต่คือความพยายามที่จะทำให้ Equity ในการเข้าถึงสุขภาพสมองเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริงๆ ในชีวิตของคนไทย
เมื่อ Equity ต้องการความร่วมมือมากกว่าหนึ่งองค์กร
เอไซเข้าใจมาตลอดว่าองค์กรเดียวไม่สามารถสร้าง Equity ในระบบสุขภาพได้ด้วยตัวเอง
ในงาน UNDERSTAND MCI Press Conference เมื่อเดือนมีนาคม 2568 หนึ่งในสิ่งที่เปิดตัวและดึง partner หลายภาคส่วนเข้ามาร่วมต่อเนื่องคือโครงการ hhc Audiobook Brain Boost: MCI Prevention Project โครงการ audio-based cognitive stimulation แรกในประเทศไทยที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ โดยเฉพาะกลุ่มที่เผชิญกับความท้าทายด้านการมองเห็นและการได้ยิน ซึ่งทำให้การอ่านหนังสือหรือดูสื่อทั่วไปเป็นเรื่องยากขึ้นทุกวัน
พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับโครงการนี้อย่างชัดเจน การสูญเสียการได้ยินเพิ่มความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมถึง 24–54% ความบกพร่องทางการมองเห็นเพิ่มความเสี่ยงอีก 40–50% และที่สำคัญที่สุด การฟังเรื่องเล่าอย่างสม่ำเสมอสามารถลดความเสี่ยง MCI ได้ถึง 23–32% หมายความว่าหูยังเป็นประตูที่เปิดได้ และถ้าเราใช้มันอย่างมีเจตนา มันจะรักษาทั้งการทำงานของสมองและสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือความรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคนที่มีคุณค่า
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ขับเคลื่อนได้ไกลกว่าที่เอไซทำคนเดียวได้ คือการที่ partner จากหลายภาคส่วนที่เข้าร่วมงาน Press Conference เห็นว่า hhc Audiobook ไม่ใช่ content เพื่อความบันเทิง แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของ MCI prevention ecosystem ที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมได้ในบทบาทของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้ในโปรแกรมดูแลผู้สูงอายุ การบูรณาการเข้ากับสวัสดิการสุขภาพ หรือการสนับสนุนให้ครอบครัวมีเครื่องมือที่เข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
Equity ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการให้ทุกคนได้รับสิ่งเดียวกัน แต่หมายถึงการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ทุกคน ไม่ว่าจะมองเห็นได้ชัดแค่ไหน ได้ยินได้ดีแค่ไหน หรืออยู่ที่ไหนในประเทศ ยังสามารถดูแลสมองของตัวเองได้ในแบบที่เหมาะกับชีวิตจริงของพวกเขา
ราคาที่แท้จริงของการไม่ทำอะไร
มีตัวเลขหนึ่งที่ควรรู้คือ ต้นทุนทางสังคมของภาวะสมองเสื่อมทั่วโลกในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้รวมแค่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ แต่รวมถึงการสูญเสียรายได้ของผู้ป่วยและครอบครัว งานที่ผู้ดูแลต้องสละไป และคุณภาพชีวิตที่ลดลงอย่างที่ไม่มีตัวเลขใดวัดได้ครบถ้วน
เมื่อมองจากมุมนี้ ราคาของการไม่ทำอะไร และการปล่อยให้ช่องว่างการเข้าถึงยังคงอยู่ สูงกว่าต้นทุนของการลดราคายาหรือการลงทุนในเครื่องมือคัดกรองฟรีเสียอีก
เอไซคำนวณตัวเลขนี้อยู่เสมอ และเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องแม้ว่ามันจะไม่ใช่ทางเลือกที่ง่ายที่สุดในระยะสั้น
ยาที่ดีไม่ควรเป็นของคนที่จ่ายได้เท่านั้น นี่ไม่ใช่อุดมคติ แต่คือเหตุผลที่เราตื่นมาทำงานทุกวัน
อ้างอิง
Eisai Co., Ltd. (2025). Eisai Value Creation Report 2025. Tokyo: Eisai Co., Ltd. สืบค้นจาก https://www.eisai.com/ir/library/annual/pdf/pdf2025vcr.pdf
Eisai Co., Ltd. (2025). Eisai Human Capital Report 2025: Impact, Synergy, Energy. Tokyo: Eisai Co., Ltd. สืบค้นจาก https://www.eisai.com/ir/library/annual/pdf/pdf2025hcr.pdf
Eisai Co., Ltd. (2005, แก้ไข 2022). Articles of Incorporation: Article 2. Tokyo: Eisai Co., Ltd. สืบค้นจาก https://www.eisai.com/company/philosophy/index.html
World Health Organization. (2023). Global status report on the public health response to dementia. Geneva: WHO Press.
Tahami Monfared, A. A., et al. (2023). The Societal and Economic Burden of Alzheimer’s Disease: A Systematic Review. Neurology and Therapy, 12, 795–814. https://doi.org/10.1007/s40120-023-00460-1
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2566). รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยและภาวะถดถอยทางสติปัญญา. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
Eisai Thailand Marketing. (2568). hhc Audiobook Brain Boost: MCI Prevention Project. กรุงเทพฯ: เอไซ ไทยแลนด์ มาร์เก็ตติ้ง.
Eisai Co., Ltd. (2022). Social Impact of Free Provision of DEC Tablets: Impact-Weighted Accounting Analysis. ใน Value Creation Report 2025 (หน้า 58). Tokyo: Eisai Co., Ltd.
